บทความล่าสุด
ข่าววันนี้Share0Tweet

เร่งช่วย 2 ฝาแฝดป่วยโรคคลั่งผอม อดข้าวอดน้ำจนเหลือแต่กระดูก เผยทำไปเพราะที่โรงเรียนสั่งมา

Shambhala TS
Shambhala TS
6 ธันวาคม 2561 - 15:54(แก้ไข)
เร่งช่วย 2 ฝาแฝดป่วยโรคคลั่งผอม อดข้าวอดน้ำจนเหลือแต่กระดูก เผยทำไปเพราะที่โรงเรียนสั่งมา

เว็บไซต์ Mirror รายงานข่าวน่าสลดใจของ 2 พี่น้องฝาแฝดคู่หนึ่ง ที่ยอมอดข้าวอดน้ำจนผอมเหลือแต่กระดูก กลายเป็นผู้ป่วยโรคคลั่งผอม หลังครูที่โรงเรียนสอนเดินแบบสั่งให้ทั้งคู่ลดน้ำหนักจนให้เห็นโหนกแก้มปูดโปน

เร่งช่วย 2 ฝาแฝดป่วยโรคคลั่งผอม อดข้าวอดน้ำจนเหลือแต่กระดูก เผยทำไปเพราะที่โรงเรียนสั่งมา
Photo credit: east2west news

Advertisement

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกว่าสิบชีวิต ต่างช่วยกันหาทางรักษาชีวิต 2 พี่น้องฝาแฝดนาม มาช่า และดาช่า เลเดเนว่า วัย 14 ปีที่ป่วยเป็นโรคอะนอเร็กเซีย หรือโรคคลั่งผอมขั้นรุนแรง หลังถูกที่โรงเรียนสอนเดินแบบสั่งพวกเธอมาให้ลดน้ำหนัก ทั้งสองถูกนำส่งโรงพยาบาลในมอสโกว์ หลังมีสภาพไม่ต่างจาก "ศพเดินได้" ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีใครยอมยื่นมือเข้าช่วย เรื่องดังกล่าวถูกนำสู่สาธารณะโดยมาเรีย โคคิโน นักเคลื่อนไหวรณรงค์เพื่อผู้ป่วยโรคคลั่งผอม ผู้ออกมาร้องขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ให้สองพี่น้องคู่นี้ ที่นอนรอความตายอยู่บนเตียงหลังไม่มีใครยอมรับรักษา

เร่งช่วย 2 ฝาแฝดป่วยโรคคลั่งผอม อดข้าวอดน้ำจนเหลือแต่กระดูก เผยทำไปเพราะที่โรงเรียนสั่งมา
Photo credit: east2west news

เร่งช่วย 2 ฝาแฝดป่วยโรคคลั่งผอม อดข้าวอดน้ำจนเหลือแต่กระดูก เผยทำไปเพราะที่โรงเรียนสั่งมา
Photo credit: east2west news

สองพี่น้องมาช่าและดาช่า ลดน้ำหนักตัวเองลงไปมากถึง 36 กิโลกรัมและ 40 กิโลกรัมตามลำดับ มาเรียเผยว่าทั้งคู่เป็นนักเรียนในโรงเรียนสอนเดินแบบ ที่เคร่งครัดเรื่องรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างมาก พวกเธอถูกทางโรงเรียนสั่งให้ลดน้ำหนัก จนกว่าจะเห็นโหนกแก้มนูนขึ้นมาแบบชัดๆ เพื่อเวลาถ่ายรูปจะได้ขึ้นกล้อง และคำขอของมาเรียก็เป็นผล มีหน่วยงานที่ทราบเรื่อง ได้นำตัวทั้งสองไปรักษาที่โรงพยาบาลในมอสโกว์ ขณะที่หมอและพยาบาลหลายสิบชีวิตต่างต่อสู้เพื่อยื้อชีวิตทั้งคู่เอาไว้

เร่งช่วย 2 ฝาแฝดป่วยโรคคลั่งผอม อดข้าวอดน้ำจนเหลือแต่กระดูก เผยทำไปเพราะที่โรงเรียนสั่งมา
Photo credit: Philip Sakharov

Advertisement

เร่งช่วย 2 ฝาแฝดป่วยโรคคลั่งผอม อดข้าวอดน้ำจนเหลือแต่กระดูก เผยทำไปเพราะที่โรงเรียนสั่งมา
Photo credit: east2west news

"ไม่มีใครคิดจะช่วยพวกเธอเลย คนเป็นแม่ก็ได้แต่วิ่งเต้นไปตามโรงพยาบาลทุกที่ แต่ก็ไม่มีที่ไหนยอมช่วย ซึ่งอาการของทั้งสองนั้นหนักมาก มาช่ายังยืนได้อยู่ แต่ดาช่าอาการหนักมากจนไม่สามารถขยับตัวได้ นอนซมอยู่กับเตียง จะยกหัวขึ้นมายังลำบาก แม่ของพวกเธอเคยติดต่อไปยังรายการโชว์ชื่อดัง และสถาบันโภชนาการเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครอยากยุ่งเกี่ยวกับ ศพเดินได้ เช่นทั้งสองคนนี้" มาเรียกล่าว 

เร่งช่วย 2 ฝาแฝดป่วยโรคคลั่งผอม อดข้าวอดน้ำจนเหลือแต่กระดูก เผยทำไปเพราะที่โรงเรียนสั่งมา
Photo credit: east2west news

ความยากในการช่วยเหลือสองพี่น้องเลเดเนว่า คืออาการป่วยที่เข้าขั้นวิกฤตอย่างแท้จริง หมอถึงกับออกปากว่าเป็นเคสที่ยากมากๆ เพราะทั้งสองอ่อนแอมาก หัวใจสามารถหยุดเต้นได้ตลอดเวลา นาตาเลีย แม่ของทั้งสองได้กล่าวถึงสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ว่า "พวกครูที่โรงเรียนบอกว่าหุ่นของดาช่าได้รูปแล้ว ขาดก็แต่มาช่าที่ต้องลดลงมากกว่านี้ แต่ลูกๆทั้งสองกลับได้ยินและตีความกันเอาเอง รวมถึงพวกเขาก็เป็นคนที่คลั่งความสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว เลยพยายามลดน้ำหนักให้ได้มากๆ" นาตาเลียเล่าว่าอาการของทั้งสองเริ่มจากการอดอาหาร จะไม่กินอะไรหลัง 5 โมงเย็น ไม่เอาของหวาน ไม่เอาผลไม้ กินแต่สลัดเพียงอย่างเดียว แม้เธอจะร้องขอให้ทั้งสองกินอย่างอื่นบ้าง ก็มิได้นำพา

เร่งช่วย 2 ฝาแฝดป่วยโรคคลั่งผอม อดข้าวอดน้ำจนเหลือแต่กระดูก เผยทำไปเพราะที่โรงเรียนสั่งมา
Photo credit: east2west news

Advertisement

อเล็กซีย์ โดโบรโวลสกี้ คุณหมอผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางผ่านรายการโทรทัศน์ต่างๆในรัสเซีย กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า "เริ่มแรกทั้งสองคนลดน้ำหนักกันอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดเมื่อสมองเริ่มสั่งการตอบสนองต่อการลดน้ำหนักนี้ พวกเธอถึงหยุดลดน้ำหนัก แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ ร่างกายของพวกเธอก็แปรสภาพไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ทีนี้ไม่ว่าร่างกายของพวกเธออยากจะทำอะไรก็ทำไม่ได้ เพราะสารเคมีในร่างกายมันเสื่อมหมดแล้ว และผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นอย่างที่ทุกคนเห็น ฉะนั้นทุกท่านควรสอดส่องดูแลญาติหรือคนใกล้ชิดให้ดี หากเห็นว่าใครเริ่มมีสภาพผิดปกติ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว โปรดพาเขาไปพบแพทย์โดยด่วน มันเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากหากคุณสามารถตรวจสอบเจอผู้เข้าข่ายโรคอะนอเร็กเซียได้ตั้งแต่เนิ่นๆ"

เร่งช่วย 2 ฝาแฝดป่วยโรคคลั่งผอม อดข้าวอดน้ำจนเหลือแต่กระดูก เผยทำไปเพราะที่โรงเรียนสั่งมา
Photo credit: Olga Mordach

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: Mirror

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook