ข่าววันนี้ Share0 Tweet

ลูกชายคลั่ง กระหน่ำต่อย-แทงเข่าใส่แม่ไม่ยั้ง!! เครียดโดนแฟนสาว คบหากันได้ 2 สัปดาห์ ทิ้งไร้เยื่อใย!!

Epic Jarm
24 กันยายน 2561 - 16:53(แก้ไข)
ลูกชายคลั่ง กระหน่ำต่อย-แทงเข่าใส่แม่ไม่ยั้ง!! เครียดโดนแฟนสาว คบหากันได้ 2 สัปดาห์ ทิ้งไร้เยื่อใย!!

สำนักข่าว เวิร์คพอยต์ รายงานข่าว หนุ่มวัย 25 ปี เกิดอาการคลุ้มคลั่ง ล็อกคอกระหน่ำหมัด-แทงเข่าใส่แม่แท้ๆ เครียดโดนแฟนสาวทิ้ง

ลูกชายคลั่ง กระหน่ำต่อย-แทงเข่าใส่แม่ไม่ยั้ง!! เครียดโดนแฟนสาว คบหากันได้ 2 สัปดาห์ ทิ้งไร้เยื่อใย!!

 

24 ก.ย. 61 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองชลบุรี ได้รับแจ้งเหตุลูกชายทำร้ายร่างกายแม่แท้ๆ ที่ป้ายรถเมล์หน้าวัดเขาทราย ต.บางทราย อ.เมือง จ.ชลบุรี จึงรีบรุดไปตรวจสอบพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบนายวสวัตติ์ จันทร์รุ่งมณีกุล อายุ 25 ปี กำลังล็อกคอแม่ของตัวเองแน่นจนหายใจไม่ออก และกระหน่ำชกเข้าที่ใบหน้าแม่หลายครั้งจนเป็นแผลช้ำ พลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์ต่างเข้าไปช่วยห้าม แยกตัวแม่ออกมาไม่ให้ถูกลูกชายทำร้ายร่างกายไปมากกว่านี้

ลูกชายคลั่ง กระหน่ำต่อย-แทงเข่าใส่แม่ไม่ยั้ง!! เครียดโดนแฟนสาว คบหากันได้ 2 สัปดาห์ ทิ้งไร้เยื่อใย!!
Photo credit: workpointnews

Loading...
ลูกชายคลั่ง กระหน่ำต่อย-แทงเข่าใส่แม่ไม่ยั้ง!! เครียดโดนแฟนสาว คบหากันได้ 2 สัปดาห์ ทิ้งไร้เยื่อใย!!
Photo credit: workpointnews

 

เจ้าหน้าที่สอบถามผู้เป็นแม่วัย 60 ปี ซึ่งเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง เล่าว่าผู้ก่อเหตุเป็นลูกแท้ๆของตน มีอาการเครียดจัดเนื่องจากแฟนสาวอายุ 20 ปี ซึ่งรู้จักและคบหากับลูกชายผ่านทางโซเชียลมาเป็นเวลา 2 สัปดาห์แล้ว ได้เกิดทะเลาะและมีปากเสียงกันเนื่องจากลูกชายเลี้ยงดูแฟนสาว ในแบบที่แฟนสาวต้องการไม่ได้ แฟนสาวจึงตัดการติดต่อทุกช่องทาง ทำให้ลูกชายเกิดอาการเครียด บังคับให้แม่พาไปหาแฟนสาว แต่แม่ไม่ยอมพาไป จึงถูกลูกชายทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะนำตัวนายวสวัตติ์ไปสงบสติอารมณ์ที่ สภ.เมืองชลบุรี เมื่อมีอาการเย็นลงแล้วจึงปล่อยตัวกลับบ้านไป

ลูกชายคลั่ง กระหน่ำต่อย-แทงเข่าใส่แม่ไม่ยั้ง!! เครียดโดนแฟนสาว คบหากันได้ 2 สัปดาห์ ทิ้งไร้เยื่อใย!!
Photo credit: workpointnews
ลูกชายคลั่ง กระหน่ำต่อย-แทงเข่าใส่แม่ไม่ยั้ง!! เครียดโดนแฟนสาว คบหากันได้ 2 สัปดาห์ ทิ้งไร้เยื่อใย!!
Photo credit: workpointnews

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก: workpointnews

Loading...

ข่าวใกล้เคียง

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook