วันศุกร์ที่ 30 กันยายน 2565
SHARE

เพื่อไทย แถลง 8 ปีเจ๊งพอแล้วไหม เศรษฐกิจไทยจะย่ำแย่ขนาดไหน ถ้าให้อยู่ต่อ

โพสต์โดย ปลายหอก เมื่อ 16 สิงหาคม 2565 - 11:41

คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยแถลงข่าว

“8 ปีเจ๊งพอแล้วไหม ถ้าอยู่ต่อเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร”

พิชัย นริพทะพันธุ์

รองประธานยุทธศาสตร์ ด้านเศรษฐกิจ

“เศรษฐกิจไทยจะย่ำแย่ขนาดไหน ถ้ายังจะดันทุรังกัน”

นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจังหวัดเชียงใหม่ และรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย

“เศรษฐกิจไทยกินบุญเก่าด้านการท่องเที่ยว ถ้าไม่เปลี่ยนผู้นำอาจหมดบุญได้” 

กฤษฎา ตันเทอดทิตย์

สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจังหวัดหนองคาย อดีตรองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรม

“เปลี่ยนผู้นำเพื่อทำได้จริงเรื่อง รถไฟความเร็วสูง ค้าชายแดนที่มีประสิทธิภาพ อุตสาหกรรมสมัยใหม่ และ โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิตอล”

จุฑาพร เกตุราทร ว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม. เขตบางรัก

“พลเอกประยุทธ์ยิ่งอยู่นาน ประเทศยิ่งเสื่อมถอย” 

อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด

รองเลขาธิการ และ กรรมการคณะยุทธศาสตร์และการเมือง

“จะยอมให้ประเทศล้มเหลวทุกทาง ทั้ง นิติรัฐ นิติธรรม เศรษฐกิจ สังคม การเมือง เพียงเพื่อให้อยู่ต่อหรือ”

“พิชัย” ชี้ 8 ปัญหา “ประยุทธ์” อยู่ต่อเศรษฐกิจไทยจะยิ่งทรุดหนัก จี้ “มีชัย” ยืนยันเจตนากรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญตามบันทึกและยืนยันโดย “เธียรชัย ณ นคร” แนะ ดันทุรังอยู่มีแต่จะเสื่อม คนไม่เอากันแล้ว

นายพิข้ย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ในประเด็นครบ 8 ปีของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาในการเป็นนายกรัฐมนตรี ครบตามกำหนดที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้และเป็นเจตนาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ตามที่มีการบันทึกไว้แล้วนั้น ตนอยากขอเรียกร้องให้นายมีชัย ฤชุพันธ์ุ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ออกมายืนยันเจตนาของผู้ร่าง อย่าปล่อยให้มีการตีความมั่ว สร้างความสับสนให้ประชาชน ทั้งนี้เพราะเมื่อกว่า 2 ปีก่อนที่ผ่านมา หนึ่งในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คือ อาจารย์เธียรชัย ณ นคร ก็ได้ยืนยันกับตนในเรื่องนี้เอง และยังแนะนำให้ตนไปดูข้อกฏหมายและภาคผนวกที่ระบุชัดเจนว่านับตั้งแต่พลเอกประยุทธ์เป็นนายกตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งต้องครบ 8 ปีแล้วในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ หากจำกันได้ ขนาดพลเอกประยุทธ์เป็นนายกหลังการเลือกตั้งแล้วยังไม่ยอมรายงานทรัพย์สินใหม่โดยอ้างว่าเป็นนายกฯ ต่อกันมา โดยเรื่องนี้จะเป็นโอกาสให้นายมีชัยได้ถ่ายบาปได้บางส่วนจากการเขียนรัฐธรรมนูญที่มั่วและสร้างความวุ่นวายอย่างมาก

ทั้งนี้ หลักคิดของการไม่ต้องการให้ผู้นำอยู่ในอำนาจเกิน 8 ปีเป็นหลักสากล ประเทศสหรัฐก็ไม่ให้ประธานาธิบดีอยู่เกิน 2 เทอม หรือ 8 ปีเช่นกัน ก็เพราะไม่ต้องการให้ผู้นำยึดติดและคนอยู่นานไปมักจะใช้อำนาจผิดๆ และ จะไม่มีแนวคิดใหม่ๆ นี่ขนาดเขามาจากระบอบประชาธิปไตยมาตลอด 8 ปีเขายังกำหนดแบบนี้ ไม่เหมือนพลเอกประยุทธ์ที่ปฏิวัติรัฐประหารเข้ามาแต่แรกซึ่งยิ่งต้องไม่สืบทอดอำนาจและยิ่งต้องไม่ยึดติด แต่นี่กลับทำตรงกันข้าม ดังจะเห็นจากปัญหาการแก้กติกากลับไปกลับมา เดี๋ยวบัตร 1 ‘ใบเดี๋ยวบัตร 2 ใบ เดี๋ยวหาร 100 เดี๋ยวหาร 500 แถมมีการแจกกล้วยพรรคเล็กเพื่อรักษาอำนาจ อีกทั้งยังมีการบิดเบือนข้อกฎหมายอย่างมาก พลเอกประยุทธ์น่าจะต้องสำนึกตัวเองและออกไปได้แล้ว ยิ่งอยู่นานคนยิ่งเบื่อ ประเทศจะยิ่งถดถอย

ทั้งนี้ ทางด้านเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ขยายได้เพียง 2.5% เท่านั้น ครึ่งปีแรกขยายได้แค่ 2.4% ซึ่งต่ำมากและปีนี้ทั้งปีเศรษฐกิจคงขยายตัวได้ไม่มากนัก โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งเป็นไปตามคาดหมาย ทั้งนี้เพราะอัตราดอกเบี้ยของไทยและอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐห่างกันมาก อาจทำให้เงินทุนไหลออกได้ ธปท. จึงต้องขึ้นดอกเบี้ย อีกทั้งเงินเฟ้อของไทยก็สูง ล่าสุดอยู่ที่ 7.61% ในเดือนกรกฎาคม โดยเงินเฟ้อในสหรัฐเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 8.5% แม้จะลดลงมาจาก 9.1% แต่ก็ยังสูงอยู่ และมีโอกาสที่สหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยอีก ซึ่งจะเป็นแรงกดดันให้ประเทศไทยอาจจะต้องขึ้นดอกเบี้ยกันอีก และมีแนวโน้มที่ ธปท. จะต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกในอนาคตซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงยาก ดังนั้นจึงอยากให้ ธปท. ได้ขึ้นดอกเบี้ยช้าที่สุด น้อยที่สุด โดยต้องไม่ให้เงินทุนไหลออกมากนัก ทั้งนี้เพราะเศรษฐกิจไทยยังย่ำแย่ การขึ้นดอกเบี้ยจะซ้ำเติม ค่าครองชีพสูง ข้าวของแพง น้ำมันแพง ก๊าซแพง ไฟฟ้าแพง ให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งน่าจะทำให้หนี้เสียมีเพิ่มขึ้น การที่รัฐบาลออกมาแถลงว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะไม่กระทบประชาชนจึงไม่ใช่เรื่องจริง หรืออาจจะเป็นแค่ช่วงสั้นๆเท่านั้น

เมื่อพูดถึงเรื่องค่าไฟฟ้าแพง ก็อยากจะให้พลเอกประยุทธ์ได้ทำความเข้าใจก่อนที่จะพูดมั่ว กล่าวหาคนวิจารณ์ไฟฟ้าแพงว่าให้ข้อมูลมั่วทั้งที่ พลเอกประยุทธ์เองที่พูดมั่ว ที่บอกว่าค่าไฟฟ้าขึ้นจาก 3 บาทกว่าเป็น 4 บาทขึ้นนิดเดียว ทั้งที่ความจริงค่าไฟฟ้า ขึ้นมาจาก หน่วยละ 3.71 บาท เป็นหน่วยละ 4.00 บาท เมื่อเดือนพฤษภาคม และ กำลังจะขึ้นเป็นหน่วยละ 4.72 บาทในเดือนกันยายนตามที่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ยืนยันแล้ว หรือจะขึ้นถึง 27% ใน 5 เดือน ซึ่งถือว่าสูงมาก พลเอกประยุทธ์จะมาพูดกลบเกลื่อนแบบมั่วๆไม่ได้และอยากให้ศึกษาก่อนพูด เป็นแบบนี้หลายหนแล้ว

ปัญหาต่างๆที่จะเข้ามา ประกอบกับความไม่รู้เรื่องของพลเอกประยุทธ์จะยิ่งกว่าทำให้ปัญหามากขึ้น ล่าสุดผลการประชุมของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก็แทบจะไม่มีอะไรเลย ซึ่งหากพลเอกจะย้งดิ้อรั้นจะอยู่ต่อประเทศไทยจะประสพปัญหา 8 เรื่องดังนี้

1. เศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำต่อไปอีก เพราะประชาชนจะยิ่งขาดความเขื่อมั่นและขาดความมั่นใจ อีกทั้งจะได้ยินแต่เรื่องโกหกและการเล่านิทานหลอกประชาชน ที่อ้างว่าเศรษฐกิจไปได้ดี ทั้งที่คนอดอยากกันมาก

2. หนี้สินจะเพิ่มขึ้นหมด หนี้สาธารณะจะยิ่งพุ่งสูงเพราะพลเอกประยุทธ์หารายได้ไม่เป็น เป็นแต่กู้มาแจก หนี้ครัวเรือนไม่มีแนวโน้มจะลดลงได้เลย เพราะไม่มีแนวทางในการเพิ่มรายได้ หนี้ภาคธุรกิจ จะยิ่งพอกพูน และ หนี้เสียจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ยิ่งภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก รัฐบาลแถลงว่าดอกเบี้ยขึ้นจะไม่กระทบนั้นน่าจะเข้าใจผิดหรือไม่ก็ตั้งใจบิดเบือนความจริง

3. ข้าวของแพงและเงินเฟ้อ จะแก้ไขไม่ได้ ประชาชนจะลำบากกันมาก รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย เพราะพลเอกประยุทธ์ไม่ได้เพิ่มรายได้ประชาชน

4. ราคาน้ำมัน ราคาไฟฟ้า และ ราคาก๊าซ จะยิ่งแพงขึ้น เพราะพลเอกประยุทธ์ไม่เข้าใจโครงสร้างราคา และ ไม่ปรับเปลี่ยนแก้ไขเพราะเกรงใจนายทุนพลังงานและธุรกิจพลังงานใหญ่

5. การลงทุนจะยิ่งหดหาย เพราะ นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศจะไม่มั่นใจ นักลงทุนต่างประเทศจะยิ่งหายไปและไม่กลับมาอีก

6. ความสามารถแข่งขันของไทยจะยิ่งลดลง เพราะผู้นำขาดหลักคิด และไม่ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทย ขาดการพัฒนาทางด้านดิจิตอล และจะตามกระแสโลกไม่ทัน

7. การใช้งบประมาณไม่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลใช้เงินเยอะ กู้เงินมาก แต่เศรษฐกิจไทยไม่ขยายตัว มีการใข้เงินไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์กันมาก ทั้งที่ประชาชนกำลังอดอยาก

8. จะเกิดทุจริตคอรัปชั่นชั่นกันมาก 5 ปีที่ผ่านมาดัชนีความโปร่งใสลดลงมาตลอด

นี่เป็น 8 ปัญหาหลัก ซึ่งจะมีปัญหาอื่นๆตามมาอีกมาก ดังนั้น พลเอกประยุทธ์จะต้องคิดให้ดีว่าจะดันทุรังต่อไปแล้วจะมีจุดจบอย่างไร จะจบแบบจอมพลถนอม กิตติขจร หรือ แบบ พลเอกเปรม เพราะหากยังดันทุรัง เท่าที่ดูไม่น่าจะจบสวยเลย และจะเกิดความวุ่นวาย และจะมีการประท้วงในวงกว้าง ยิ่งทำให้ประเทศมีปัญหามากขึ้น

ตลอด 8 ปี ที่ผ่านมาประเทศไทยได้บิดเบี้ยว กฎเกณฑ์ บิดเบือน นิติรัฐ นิติธรรมมาตลอด เพื่อสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ให้คงอำนาจและสืบทอดอำนาจ ต้องถามกันว่าจะยังจะยังทำลายระบบ นิติรัฐ นิติธรรมของประเทศให้ไม่เหลือเลยหรือเพียงเพื่อจะรักษาอำนาจให้พลเอกประยุทธ์ ซึ่งมันคุ้มกันแล้วหรือ ที่จะยอมให้ประเทศนี้เละต่อไปได้อีก

“กฤษฎา” ชี้ “เปลี่ยน “ประยุทธ์” เพื่อทำได้จริงเรื่อง รถไฟความเร็วสูง ค้าชายแดนที่มีประสิทธิภาพ อุตสาหกรรมสมัยใหม่ และ โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิตอล

นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจังหวัดหนองคาย อดีตรองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยมีมูลค่าการค้าชายแดนกว่า 1 ล้านๆ บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่รัฐบาลไม่สามารถมองข้ามได้เลย หากต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจ วันนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจก็คือ การเข้าใจว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคอยู่ที่ไหน และบริบทของประเทศคืออะไร

ก่อนที่จะตอบคำถามนั้น เรามาดูตัวเลขที่สำคัญกันก่อนน่ะครับ ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา เป็นช่วงการผ่อนคลายทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม การนำเข้าและการส่งออก รวมไปถึงการค้าชายแดนวันนี้เรามีมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมามีมูลค่ากว่า 850,000 ล้านบาท ส่งออกกว่า 500,000 ล้านบาท นำเข้า 300,000 กว่าล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมถึงการส่งสินค้าทางเรือไปยังกลุ่มประเทศที่ไกลๆ เช่น ยุโรป ตะวันออกกลาง หรือ อเมริกานั้น ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจทีเดียวครับ

ตัวเลขพวกนี้ ควรจะเป็นตัวเลขที่รัฐบาลให้ความสนใจ และควรจะต้องมีแผนรองรับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ทิศทางการรับเรียงสินค้า ไปจนถึงเส้นทางที่นักท่องเที่ยวและนักลงทุนจะต้องใช้ในการเดินทางในอนาคต แต่ถ้าเราติดตามการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลชุดนี้ ก็ต้องบอกว่ายังช้าไปหลายก้าว

สำหรับการค้าชายแดนนั้น ตัวเลขการเติบโตอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี เติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 15% ทั้งนำเข้าและส่งออก แต่ตัวเลขที่ต้องระวังและถ้ายังบริหารงานแบบไม่เข้าใจบริบทของตัวเลขพวกนี้ อนาคต เราอาจจะเจอตัวเลขติดลบแม้แต่การค้าชายแดนก็เป็นได้ ตัวเลขที่น่าตกใจ และควรจะต้องใส่ใจเป็นพิเศษคือ การค้าผ่านแดน การส่งออกสินค้าผ่านแดนของเราในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ลดลง 20% การนำเข้าตกลง 12%

วันนี้ อินโดนีเซียกำลังจะลงทุนร่วมกับจีน มูลค่าการลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลักก็คือเรื่อง รถไฟความเร็วสูง บริษัทเกาหลี Samsung กำลังเตรียมลงทุนเพิ่มอีก 1 แสนล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ การลงทุนของ Samsung ได้สร้างรายได้เข้าประเทศเวียดนามกว่า 1 ล้านๆ บาทต่อปี

ในอดีตที่ผ่านมา ประเทศที่มีทองและน้ำมันมาก ถือเป็นประเทศที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่ในยุคปัจจุบัน ยุคของน้ำมันกับทอง กำลังจะเปลี่ยนไปเป็นยุคของ พลังงานใหม่ EV หรือ รถไฟฟ้ากำลังจะเข้ามาแทนที่รถยนต์ พลังงานทางเลือกหลายๆอย่างกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนถ่าย ไม่ช้าก็เร็ว ยุคทองของเทคโนโลยี เช่น การผลิต Semi-Conductor สำหรับคอมพิวเตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า Battery Lithium Ion สำหรับรถไฟฟ้า ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั้งหมด ส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของวัตถุดิบ เทคโนโลยี รวมไปถึง อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

จังหวัดหนองคายเอง เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ที่จะเชื่อมต่อกับลาว ไปที่จีนและอีกหลายๆ ประเทศ ตัวผมเองเป็น ส.ส. ในพื้นที่ ผมได้คอยติดตามการพัฒนาด้านเศรษฐกิจในพื้นที่มาโดยตลอด วันนี้ หลายอย่างที่ควรจะเกิด ก็ยังไม่เกิด เขตเศรษฐกิจพิเศษ ก็ยังไม่ได้มีโครงสร้างพื้นฐานอะไรเลยเข้ามารองรับ สะพานแห่งที่สองที่ควรจะเกิดนานแล้วก็ยังไม่มี กฎระเบียบการให้สิทธิพิเศษแก่นักลงทุนก็ด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวหรือเวียดนามอยู่พอสมควร มิหนำซ้ำผมได้รับการร้องเรียนจากภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการค้าชายแดนว่าภาครัฐได้มีการเร่งรัดและรัดกุมในเรื่องของการจัดเก็บภาษีเริ่มตั้งแต่รายเล็กไปจนถึงรายใหญ่ ทั้งๆที่ภาคธุรกิจเองก็เพิ่งจะกลับมาฟื้น หลังจากปลดล็อค ผมไม่แปลกใจครับ ในเมื่อรัฐบาลหารายได้ให้ประเทศไม่ได้ ก็ต้องไปลงที่ผู้ประกอบการในประเทศ ซึ่งหัวเพิ่งจะพ้นน้ำ แต่ก็กลับถูกกดลงไปในน้ำอีกครั้ง

วันนี้ หนองคาย เป็นประตูบานแรกที่นักท่องเที่ยว นักลงทุน จะเปิดเข้ามาเจอ และหากท่านยังบริหารงานแบบไม่พร้อมอย่างนี้ต่อไป โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ด้านสาธารณะสุข หรือแม้แต่ด้านเทคโนโลยี ผมเกรงว่า เราก็อาจจะตกรถไฟขบวนนี้จริงๆก็ได้ครับ

“จักรพล” ชี้ 8 ปี พลเอกประยุทธ์ เศรษฐกิจไทยกินบุญเก่าด้านการท่องเที่ยว ถ้าไม่เปลี่ยนผู้นำอาจหมดบุญได้

นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส.เชียงใหม่ รองเลขาธิการและคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย แถลงว่า จากการที่พรรคเพื่อไทยได้ชี้เป้าบาดแผลที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ได้ทำไว้กับระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะแผลการท่องเที่ยวทั้ง 5 แผล เช่น การว่างงานในระยะยาวอาจปรับตัวสูงสุด รายได้จากภาคการท่องเที่ยวในอดีตหายไปมากกว่า 3.5 ล้านล้านบาท เป็นต้น โดยในวันนี้ชี้พรรคเพื่อไทยพร้อมเป้าเตรียมผ่าตัดครั้งใหญ่ให้กับรัฐบาลนี้ กับแผลเน่าที่รัฐบาลได้ทำไว้กับการท่องเที่ยวไทย หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศผ่อนคลายมาตรการปิดประเทศและยกเลิก Thailand Pass ทำให้มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะมาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย สหราชอาณาจักร ลาว และสหรัฐอเมริกา และมีแผนเตรียมกระตุ้นและขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวอย่าเต็มกำลังสูบ แต่แผนดังกล่าวจะใช้ได้ผลหรือไม่ หากยังมีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่า ประยุทธ์ จันทร์โอชาอยู่

นายจักรพล กล่าวต่อว่า แผลเน่าทั้ง 5 จุดที่รัฐบาลได้ทำไว้มีดังนี้ แผลเน่าที่ 1 ผลกระทบจากการเปิดประเทศช้า เป็นแผลเป็นเก่าที่ทำให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศเสียหาย การพูดไว้และทำไม่ได้ตามแผนการเปิดประเทศ 120 วัน ทำให้ประเทศไทยเสียค่าโง่จากการตัดสินใจดังกล่าวไปมากกว่า 4.9 แสนล้านบาทในช่วงเวลาที่เปิดประเทศช้า แผลเน่าที่ 2 ค่าเหยียบแผ่นดิน หรือ ค่าอุปสรรคสำหรับการท่องเที่ยว ค่าเหยียบแผ่นดินที่ทำให้รัฐบาลถูกวิจารณ์มาโดยตลอด แต่สำหรับประเทศไทยอาจจะยังไม่เหมาะสม จำเป็นต้องดูเรื่องของต้นทุนการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว ทั้งค่าเดินทาง ภาษีต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวต้องจ่าย รัฐบาลจำเป็นต้องคิดให้รอบคอบและฟังเสียงประชาชนให้มากกว่านี้ แผลเน่าใหม่ที่ 3 ตัวเลขนักท่องเที่ยวและรายได้ที่อาจจะหดหายไป จากแผนการทำงานที่ไร้วิสัยทัศน์ เมื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ได้นำเสนอโครงการ “เราฟื้นด้วยกัน” เพื่อเป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบให้ได้ตามเป้าหมายปี 2565 โดยคาดการณ์ว่าจะสร้างรายได้รวม 1.5 ล้านล้านบาท แต่ในความเป็นจริงแล้ว ควรที่จะตั้งเป้าหมายให้มากกว่านี้หรือไม่? การตั้งเป้าหมายต่ำทำให้การทำงานในโครงการดังกล่าวด้อยประสิทธิภาพหรือไม่? รัฐบาลจะทำได้ตามแผนไหม? เพราะที่ผ่านมารัฐบาลล้มเหลวมาตลอด ไม่เคยทำให้คนไทยสามารถลืมตาอ้าปากได้เลย ทั้งนี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวปัจจุบัน ณ 31 กรกฎาคม 2565 อยู่ที่ 3.3 ล้านคน เหลือเวลาอีก 5 เดือนและนักท่องเที่ยวอีกประมาณ 6.7 ล้านคน แผลเน่าที่ 4 แผนการทำงานที่ไร้ความชัดเจน จากโครงการ “เราฟื้นด้วยกัน” โดยมีการขอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ ภายใต้วงเงิน 1,035.75 ล้าน ทั้งนี้หากไม่มีโครงการดังกล่าว มีการคาดการณ์ว่าจะทำให้รายได้การท่องเที่ยวหายไป 2.65 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 18 ของคาดการณ์รายได้รวมจากการท่องเที่ยว 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก หากคิดจากจำนวนงบประมาณจำนวนกว่าพันล้านบาท แต่ได้ส่วนแบ่งรายได้เพียง 18% เท่านั้น นอกจากนี้โครงการดังกล่าวยังไม่มีแผนที่แน่นอนและชัดเจน เป็นการสกัดขาประชาชนครั้งแล้วครั้งเล่า และแผลเน่าสุดท้าย รอยช้ำเก่าที่รัฐบาลไม่เคยรักษาหาย ตั้งแต่ราคาน้ำมันตลอดจนถึงค่าครองชีพที่แพงขึ้น ถึงแม้ปัจจุบันรัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวมามากมายเพียงได้ แต่หากรัฐบาลไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริง ไม่ฟังเสียงของประชาชน ยึดแต่ความคิดของตนเองเป็นหลัก ก็ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น เพราะโครงการที่ปล่อยออกมา ล้วนเป็นช่วยเหลือแบบเฉพาะหน้า ไม่ได้เจาะทั้งระบบ ทำให้ผู้ประกอบการตกหล่นระหว่างทางเป็นจำนวนมาก ยังไม่รวมถึงพิษเงินเฟ้อ และสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังปะทุอยู่และพร้อมที่จะขยายความรุนแรงมากขึ้น หากรัฐบาลยังไม่มีแผนป้องกันที่เหมาะสม ภาคการท่องเที่ยวคงต้องล้มอีกครั้ง

“แผลเน่าทั้ง 5 จุดนี้จะทำให้ประเทศไทยย้ำอยู่กับที่ ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ซักที อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อมั่นว่าบุคลากรในภาคการท่องเที่ยวทั้ง ราชการ ผู้ประกอบการ แรงงานมีความพร้อมที่จะเดินหน้าต่อ แต่หากคนคุ้มหางเสือยังเป็นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาอยู่ก็ยากที่จะพาประเทศไปต่อในทางข้างหน้าได้ เพราะพลเอกประยุทธ์ไร้ซึ่งความความรู้ ไม่มีความสามารถในการคิดต่อยอด ไม่มีการวางแผนในการเดินหน้าที่มีประสิทธิภาพ ไร้แผนการป้องกันที่เหมาะสม ทั้งหมดนี้มันทำให้สรุปได้ว่าประเทศไทยไม่ต้องการนายกรัฐมนตรีคนนี้อีกต่อไป เวลานี้ประชาชนคงทำได้แต่ภาวนาให้หมดวาระของพลเอกประยุทธ์ให้เร็วที่สุด แต่พรรคเพื่อไทยขอเป็นอีก 1 ขุมพลังที่จะช่วยขับไล่นายกฯ ท่านนี้และสร้างแสงสว่างให้กับประเทศไทยอีกครั้ง” นายจักรพลกล่าว

“จุฑาพร” ชี้ “พลเอกประยุทธ์ยิ่งอยู่นาน ประเทศยิ่งเสื่อมถอย”

นางสาวจุฑาพร เกตุราทร ว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม. เขตบางรัก พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับต่ำมาตลอด หลังจากวิกฤตโควิด19 ไทยยังไม่ฟื้นจากแดนลบ และอยู่ในแดนลบมา 3 ปีติดแล้ว ซึ่งในปี 2563 เศรษฐกิจไทยติดลบ -6.2% และ 2 ปีแล้วที่ยังไม่ฟื้นที่ที่เดิมที่ตกลงมา อีกทั้งยังขยายตัวช้ากว่าประเทศอื่นในอาเซียนมาก เมื่อดูตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 มาเลเซียโตถึง 8.9% โดยมีเวียดนาม และฟิลิปินต์ตามมาที่ 7.7% และ 7.4% ในขณะที่ไทยเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ขยายตัวประมาณแค่ 2.5% ซึ่งถือว่าต่ำมาก

ทั้งนี้ พลเอกประยุทธ์สอบตกการบริหารประเทศ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ประชาชนเดือดร้อนหนักมาก ข้าวของแพง รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้แต่ละวัน ต้องกู้หนี้ยืมสินมาประทังชีวิต ธุรกิจก็ซบเซาย่ำแย่ ผู้คนจับจ่ายซื้อของน้อยลง ด้วยปัญหาต่างๆที่รุมเร้า ทำให้ไม่รู้จะหารายได้จากที่ไหนมาประคองชีวิตให้เพียงพอ เดือดร้อนจนหลายคนคิดสั้น ฆ่าตัวตายจากภาระหนี้สิ้นล้นตัว หลายคนมองแทบไม่เห็นอนาคต โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ที่ตกงานหลายแสนคน จากสาเหตุที่ธุรกิจปิดตัวลงด้วยพิษโควิด

ในภาคการค้าและบริการ ซึ่งเป็นสาขาที่เด็กจบใหม่เลือกศึกษา หลายธุรกิจปรับลดจำนวนคนลง และหันมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ประกอบกับนักศึกษาจบใหม่อาจยังขาดทักษะที่นายจ้างต้องการ ได้แก่ ทักษะภาษาอังกฤษ ทักษะด้านดิจิตอล และทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) หากไม่ได้รับการแก้ไขในระยะยาว และปล่อยให้คนกลุ่มนี้ตกงานจะเกิดเป็น skilled gap หรือช่องว่างของทักษะการทำงาน จะหางานได้ยากขึ้นในระยะยาว

พลเอกประยุทธ์ คือ ภัยคุกคามร้ายแรงทางเศรษฐกิจ เพราะล้มเหลวในการแก้ไขปัญหา เน้นแจกเงิน มากกว่าการสร้างงาน แจกจนหนี้ประเทศพุ่งสูงมาก ทิ้งให้คนรุ่นหลังต้องแบกภาระหนี้สิ้นและคงต้องมาชดใช้หนี้ คนรุ่นใหม่ที่ควรมีความฝัน ความหวัง กลับต้องมาพบเจอแต่ความยากลำบากในยุคการบริหารงานของพลเอกประยุทธ์ ถูกปิดกั้นเสรีภาพทางความคิด ถูกจับกุม เมื่อเห็นต่าง ปกครองด้วยกระบอกปืน จนกระทั่งกลุ่มคนเหล่านี้เกิดความท้อแท้ หมดหวัง และชวนกันอยากย้ายประเทศ! แม้ว่าทุกคนคงไม่สามารถย้ายประเทศหนีไปได้หมด แต่หากกลุ่มคนมีความรู้ความสามารถเหล่านั้นไปศึกษาต่อ หรือไปทำงานประเทศอื่นถาวร ก็ถือเป็นความสูญเสียของประเทศอันใหญ่หลวงที่ต้องเสียทรัพยากรที่มีค่าทางเศรษฐกิจไป สิ่งที่พลเอกประยุทธ์จะช่วยประเทศไทยได้ดีที่สุด คือ การหลีกทางให้คนที่มีความสามารถ และมีความเหมาะสมกว่าเข้ามาบริหารประเทศแทน

อนุสรณ์ ลั่น ประเทศต้องเลิกลงทุนให้ประยุทธ์ ได้แล้ว

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ฝ่ายต่างๆออกมายื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีรวมกันเกิน 8 ปี ได้หรือไม่ ว่า 8 ปีที่แล้วประเทศชาติและประชาชนอยู่ในภาวะถูกบีบบังคับจากการสร้างสถานการณ์ความขัดแย้ง นำไปสู่สภาวะสุญญากาศ เพื่อปูทางไปสู่การทำปฏิวัติรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ หลักนิติรัฐ นิติธรรม ถูกทำลาย ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหาย ประเทศลงทุนมากขนาดนี้ เพียงเพื่อให้พล.อ.ประยุทธ์ ได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ เป็น นายกรัฐมนตรีหลังจากรัฐประหาร ในวันที่ 24 ส.ค. 2557 นับจากวันนั้นจนถึงวันที่ 24 ส.ค. 2565 เอาใครมานับก็จะรู้ว่าพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีครบ 8 ปี รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 วรรค 4 บัญญัติว่า นายกรัฐมนตรีจะดํารงตําแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดํารงตําแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตําแหน่ง รัฐธรรมนูญ มาตรา 264 บัญญัติว่า ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ นั่นคือ การเป็นนายกรัฐมนตรีของประยุทธ์ตั้งแต่ปี 2557 ก็ถือว่าเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงต้องนับ 1 ตั้งแต่ปี 2557 ไม่ต้องให้ใครมานับให้เป็นภาระ ไม่ต้องหาใครมาตีความ พล.อ.ประยุทธ์ นับเองได้ว่าเป็นนายกฯมา 8 ปีหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ จะยืนมึนงง ถ่วงเวลารอให้ประเทศต้องลงทุนไปเรื่อยๆ เพื่อให้พล.อ.ประยุทธ์ ได้ไปต่อไม่ได้ ประชาชนจะไม่ยอมเห็นประเทศล้มเหลวคามือพล.อ.ประยุทธ์ เพียงเพื่อให้กระบวนการสืบทอดอำนาจดำรงอยู่ต่อไป

“ที่เลวร้ายไปกว่านั้น ถ้าคิดจะนำโครงการคนละครึ่ง มาแบ่งกันเป็นนายกฯอีกคนละ 2 ปี ในหมู่พี่น้อง 3 ป. จะได้สมประโยชน์ในเก้าอี้นายกรัฐมนตรีตามโครงการคนละครึ่ง ประชาชนไม่ยอมแน่นอน” นายอนุสรณ์ กล่าว



แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook

บริการของเรา

Advertising

พื้นที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ สินค้าและบริการ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Web Design

ออกแบบเว็บไซต์ ครบจบในที่เดียว ทั้ง FrontEnd และ BackEnd ด้วยทีมงานมืออาชีพ ประสบการณ์กว่า 15 ปี

Web Application

ไม่ว่าจะธุรกิจใดให้ระบบช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน จากรูปแบบเดิมๆ ให้อยู่ในรูปแบบ Online

VDO Creator

บริการออกแบบ และ จัดทำ Presentation ShowCase Review สินค้า TVC หรือ Viral Clip

เราใช้คุ้กกี้เพื่อให้ทุกคนได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy)
About Us | Advertising
Join With Us | Contact
Privacy Policy | Terms of Service
Corrections Policy | DMCA Copyrights Disclaimer
Ethics Policy | Fact-Checking Policy
Editorial team information | Ownership and Funding Info
ติดต่อลงโฆษณา: 0880-900-800, อีเมล์: ads@jarm.com
แนะนำติชม/ฝากข่าวประชาสัมพันธ์: info@jarm.com