วันพุธที่ 2 ธันวาคม 2563
ปรับทัศนคติ 8 ครั้งที่ถูกเรียก ยุคมืด ของการวิเคราะห์ เศรษฐกิจ 
SHARE

ปรับทัศนคติ 8 ครั้งที่ถูกเรียก ยุคมืด ของการวิเคราะห์ เศรษฐกิจ 

โพสต์โดย Nabi เมื่อ 20 พฤศจิกายน 2563 - 14:35

คุณพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้านเศรษฐกิจ ได้นำบทความเรื่อง "ปรับทัศนคติ" ออกมาเผยแพร่ 8 ครั้งที่ถูกเรียก ยุคมืดของการวิเคราะห์วิจารณ์เศรษฐกิจ อำนาจเผด็จการและพยายามที่จะปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น โดยเข้าใจว่าถ้าไม่มีคนวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ เศรษฐกิจก็จะไม่แย่

ปรับทัศนคติ 8 ครั้งที่ถูกเรียก ยุคมืด ของการวิเคราะห์ เศรษฐกิจ 

คุณพิชัย เล่าว่า พอได้เห็นข่าว ศาลแขวงนนทบุรีได้ตัดสินให้จำคุกครูที่ทำโทษนักเรียนด้วยการนำถุงดำมาคลุมหัวเด็กนักเรียน โดยไม่รอลงอาญาแล้ว ทำให้นึกถึงตัวผมเองที่ถูกเรียกปรับทัศนคติทั้งหมด 8 ครั้งโดย ครั้งที่ 7 ถูกถุงดำคลุมหัวและปิดตาพาขึ้นรถไป 2 ชม. เพื่อกักตัวอยู่ 7 วันแล้วจึงคลุมหัวปิดตานำตัวกลับมาอีก 2 ชม. ซึ่งไม่แน่ใจว่าครูท่านนี้จะได้รับอิทธิพลจากการกระทำของรัฐบาลในลักษณะแบบนี้หรือไม่ จึงได้นำไปกระทำต่อเด็กนักเรียนเช่นนั้น

ปรับทัศนคติ 8 ครั้งที่ถูกเรียก ยุคมืด ของการวิเคราะห์ เศรษฐกิจ 
ปรับทัศนคติ 8 ครั้งที่ถูกเรียก ยุคมืด ของการวิเคราะห์ เศรษฐกิจ 

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของคนในประเทศกับผู้นำจะเห็นลักษณะเลียนแบบกันอยู่เสมอ โดยหากจำกันได้ประเทศไทยเคยมีผู้นำที่เก่ง และฉลาด อีกทั้งยังรวยมาก คนทั้งประเทศก็อยากจะเก่งและอยากฉลาด อีกทั้งอยากร่ำรวย ทุกเช้าวันเสาร์เวลาผู้นำพูดอะไร ประชาชนจะมีใจจดใจจ่อรับฟังผู้นำ เพื่อที่จะนำเอามาคิดและปฏิบัติตาม เมื่อผู้นำแนะนำหนังสืออะไรที่เป็นประโยชน์และก้าวทันโลก ประชาชนก็จะรีบหากันมาอ่านเพื่อพัฒนาสมอง

  • ในขณะที่หลายปีต่อมามีผู้นำที่ขี้โมโห ลุแก่อำนาจ ไม่มีเหตุผล ขาดความรู้ความสามารถ ก็อาจเกิดการตามอย่างแบบไม่มีเหตุผลตามไปด้วย เวลาผู้นำพูดช่วงค่ำก็จะไม่มีคนฟังเพราะไม่ได้ประโยชน์อะไร กลายเป็นชั่วโมงประหยัดไฟฟ้าไป แถมหนังสือที่แนะนำก็โบราณตามโลกไม่ทัน แถมบางเล่มยังด่าเผด็จการเองด้วยซ้ำ ทั้งนี้ ผู้นำในสหรัฐที่โผงผางก็ทำให้คนอเมริกันบางส่วนมีนิสัยเลียนแบบตามเช่นกัน

ผู้นำที่ไม่ฉลาดก็มักจะหงุดหงิดเมื่อมีคนมา อธิบายความจริงแต่ตัวเองเถียงไม่ได้ เพราะความรู้ไม่เพียงพอหรืออาจจะไม่ยอมรับความจริง จึงมักจะเรียกผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ไปปรับทัศนคติ ทั้งที่ไม่รู้จะปรับจากเรื่องที่ถูกให้เป็นเรื่องที่ผิดได้อย่างไร จึงน่าจะเป็นเรื่องที่จะห้ามคนไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์ความผิดพลาดของผู้นำเองซะมากกว่า ซึ่งพอพูดถึงคำว่า "ปรับทัศนคติ" คนแรกที่คนมักจะนึกถึงคือผม ทั้งนี้เพราะผมโดนเรียกปรับทัศนคติมากที่สุดถึง 8 ครั้ง และถึงแม้หลังจากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และไม่สามารถเรียกปรับทัศนคติได้แล้ว ผมยังโดนหมายเรียกดำเนินคดีอีกถึง 4 ครั้ง รวมเป็น 12 ครั้ง เพียงเพราะผมออกมาเตือนและวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจตามความเป็นจริงเท่านั้น

ปรับทัศนคติ 8 ครั้งที่ถูกเรียก ยุคมืด ของการวิเคราะห์ เศรษฐกิจ 

ทั้งนี้ อาจจะเรียกได้ว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นยุคมืดของการวิเคราะห์วิจารณ์เศรษฐกิจ ก็ว่าได้ เพราะหลังจากผมโดนเรียกปรับทัศนคติหลายหน และดูเหมือนว่า คสช. ในขณะนั้นจะตั้งใจให้เป็นข่าว จึงไม่ปรากฏว่ามีนักวิชาการทางเศรษฐกิจคนไหนกล้าออกมาเตือนและวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจอีกเลย ยกเว้น อาจารย์ของผม ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายรัฐมนตรี และ อดีตรมว.คลัง ที่ท่านยังคงมีบทความวิจารณ์รัฐบาลออกมาในบางสัปดาห์อยู่บ่อยครั้ง

ผมเองมักจะไดัรับคำถามเสมอว่า "เวลาถูกเรียกปรับทัศนคติ ทหารทำอะไรกันบ้าง" จึงอยากขอเล่าทั้ง 8 ครั้ง เพื่อเป็นบันทึกช่วยจำกันไว้ว่าในช่วงของการปฏิวัติรัฐประหารครั้งนี้ ได้มีการละเมิดสิทธิของประชาชนไว้อย่างไร เพื่อจะไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

ปรับทัศนคติ 8 ครั้งที่ถูกเรียก ยุคมืด ของการวิเคราะห์ เศรษฐกิจ 

ครั้งที่ 1 ถูกเรียกในวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2557 เป็นการเรียกหลังการปฏิวัติ โดยมีคำสั่งเรียกคนจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรี ทั้งในรัฐบาลปัจจุบันและในอดีตทั้งหมด และผมอยู่ในลำดับที่ 6 ซึ่งแปลกมาก เพราะขณะนั้นผมไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมืองแต่อย่างใด ทุกคนต้องไปรายงานตัวที่สโมสรทหารบกเทเวศร์ เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันไปกักตัว ผมโดนไปอยู่ที่มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) ได้พบกับผู้บัญชาการ มทบ.11 ในขณะนั้นคือ พลตรี นิรันดร สมุทรสาคร ซึ่งบังเอิญเข้าเรียน วปอ. รุ่น 56 เป็นนักศึกษา วปอ. รุ่นน้องผม 1 ปี ผมเคยไปสอนเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องพลังงานในรุ่นนี้ และผมยังได้รับเชิญให้ไปอบรมนายพลใหม่ทั้งหมดจึงคุ้นเคยกันดี และได้รับการต้อนรับอย่างดี ถูกกักตัวให้นอนในห้องเก็บถ้วยรางวัล แต่ขณะนั้นเนื่องจากเป็นครั้งแรกที่เคยถูกกักตัวเลยรู้สึกเครียดมาก โชคดีที่ต่อมา ท่านมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อดีตศาลฎีกา มาถูกกักตัวด้วยกันเลยมีเพื่อน อยู่ที่นั่น 3 วัน 2 คืนจึงถูกส่งกลับบ้าน นับเป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่จะไม่ลืมเลย

ครั้งที่ 2 วันที่ 30 มกราคม 2558 ซึ่งหากจำกันได้ ในวันที่ 29 มกราคม หรือก่อนหน้านั้น 1 วัน พลเอกประยุทธ์ได้ออกทีวี แล้วประกาศเรียกชื่อผมให้มาปรับทัศนคติ ซึ่งต่อมาก็มีโทรศัพท์แจ้งว่าจะมารับผมในเช้าวันรุ่งขึ้นที่บ้าน สื่อมวลชนได้โทรถามผมและมารอทำข่าวที่บ้านผมเป็นจำนวนมากขณะที่รถทหารมารับตัวผมไปกองทัพภาคที่ 1 พอไปถึงก็ได้พบกับ พลโทอัศวิน แจ่มสุวรรณ ซึ่งดูเหมือนยังงงๆ ว่าจะต้องพูดกับผมเรื่องอะไร ผมเลยเตือนว่าเศรษฐกิจไทยจะทรุดหนัก แต่เขาไม่เชื่อแถมยังท้าพนันกับผมคนละ 1 พันบาทว่าเศรษฐกิจจะไม่แย่ ซึ่งผมก็รับคำท้า และหวังว่าผมจะเสียเงินพนัน เพราะประชาชนจะได้ไม่ลำบาก หลังจากคุยกันประมาณ 2 ชั่วโมง จึงส่งตัวผมกลับบ้าน และขอว่าอย่าวิพากษ์วิจารณ์อะไรอีก หลังจากกลับมาแล้ว วันรุ่งขึ้นยังส่งกระเช้าขนมมาให้ ซึ่งไม่แน่ใจว่าส่งมาเพื่อต้องการข่มขู่เพิ่มอีกหรือไม่

ปรับทัศนคติ 8 ครั้งที่ถูกเรียก ยุคมืด ของการวิเคราะห์ เศรษฐกิจ 

ครั้งที่ 3 วันที่ 21 พฤษภาคม 2558 พลโทอัศวิน แจ่มสุวรรณ คนเดิม ได้โทรมาหาผมและขอนัดผมให้ไปพบที่สโมสรทหารบก เทเวศร์ อ้างว่าจะชวนมาทานกาแฟ แต่พอไปถึงกลับมีรถทหารนำผมไปตึกร้างด้านหลังสโมสร พาขึ้นชั้น 2 ของตึกที่รกร้างมาก และได้พบกับพลโทอัศวิน คราวนี้มาขอข้อมูลเศรษฐกิจ และมีทหาร 3 คนมาช่วยจดทุกคำพูดของผม ผมทวง 1,000 บาทค่าที่ได้ชนะพนันที่เศรษฐกิจแย่ แต่เขาไม่ยอมให้ อ้างว่ายังไม่แย่ แต่กลับมาถามภาวะเศรษฐกิจให้ผมเลคเชอร์ประมาณ 2 ชม. และยังถามอีกว่าถ้าจะเปลี่ยนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจจากหม่อมอุ๋ย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ ขณะนั้น แล้วควรจะเป็นใคร ผมได้แนะนำไป 2-3 ชื่อ แล้วก็บอกแบบเดิมที่ขอให้ผมอย่าวิพากษ์วิจารณ์เสร็จแล้วก็ให้กลับไป

ครั้งที่ 4 วันที่ 12 มิถุนายน 2558 หลังจากครั้ง 3 เพียง 21 วัน คราวนี้ เป็นทหารจำนวน 5 คนนำโดยพันโทพีรยุทธ์ เศวตเศรณี มีอาวุธครบมือ มาขอพบที่บ้าน และขอร้องแกมบังคับให้อย่าวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจ ผมจึงถามทหารที่มาทั้งหมดว่ามีญาติพี่น้องที่ทำธุรกิจไหม และลำบากกันไหม ทุกคนต่างก็มีญาติและก็กำลังลำบากกันถ้วนหน้า ผมจึงอธิบายสาเหตุให้ฟัง หลังจากคุยกันประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งก็กลับไป และขอร้องว่าอย่าได้วิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจ

ครั้งที่ 5 วันที่ 19 มิถุนายน 2558 หลังจากที่ชุดทหาร 5 คนมาหาไม่กี่วัน ก็มีโทรศัพท์จาก พลโทบุญธรรม โอริส รองผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) โทรมาหาขอให้ไปที่สโมสรทหารบก วิภาวดี ผมเองก็งงและบ่นว่าเพิ่งมีทหารมาหาที่บ้านเอง เขาก็ยังยืนยันขอให้ไป พอพบกันก็คุ้นหน้ากันมาก่อนเพราะพลโทบุญธรรม เรียน วปอ. ปี 56 ที่ผมไปสอนเหมือนกัน ไปถึงก็พบกับนายพลอีก 3-4 คน วปอ. รุ่นเดียวกับพลโทบุญธรรม และ นายทหารระดับพันเอกอีกประมาณ 10 คน ตั้งเป็นโต๊ะเหมือนการสอบสวนในสภา โดยมีกล้องวิดีโออัดการสัมภาษณ์ ผมก็ให้ข้อมูลเหมือนกับเลคเชอร์ถึงสถานการณ์และเศรษฐกิจไทย พลโทบุญธรรมชอบมากและขอให้ผมช่วยทำข้อมูลเป็นเอกสารเพื่อส่งให้พลเอกประยุทธ์ ผมเลยบอกให้เอาวิดีโอที่อัดไปให้ดูแทน เสร็จแล้วก็ลงมาแถลงข่าว

หลังจากนั้นไม่กี่วัน พลโทบุญธรรมได้โทรมาขอให้ผมไปออกทีวีรายการเดินหน้าปฏิรูป ที่ถ่ายทอดสด 2 ช่อง คือ ช่อง 5 และช่อง 7 พร้อมกัน และออกรายการพร้อมกับ คุณเกริกไกร จีระแพทย์ และ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ซึ่งผมก็อธิบายอย่างที่ผมได้แสดงความเห็นไว้

ครั้งที่ 6 วันที่ 11 สิงหาคม 2558 พลโทอัศวินโทรมาเรียกให้ไปพบที่ กองทัพภาคที่ 1 ซึ่งก็เป็นแบบเดิมคือ ขอให้ช่วยวิเคราะห์เศรษฐกิจพร้อมขอให้แนะแนวทางแก้ไข และขอให้อย่าได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

ครั้งที่ 7 วันที่ 9-15 กันยายน 2558 พันโทพีรยุทธ์ เศวตเศรณี โทรมาหาแต่เช้า และมาหาที่บ้านเพื่อนำตัวไปกองทัพภาคที่ 1 พอไปถึงได้พบกับกลุ่มแพทย์ทหารเข้ามาตรวจร่างกาย ซึ่งรู้สึกแล้วตอนนั้นว่าสงสัยจะโดนกักตัวแน่ กลุ่มแพทย์ทหารได้สอบถามสภาวะเศรษฐกิจและภาวะตลาดหุ้น ซึ่งผมก็ให้ข้อมูลไป ต่อมามีทหารอีกกลุ่มเข้ามาแล้วแจ้งว่าต้องนำผมไปอีกที่หนึ่ง พอขึ้นรถตู้ก็ถูกทหารขอให้คลุมหัวปิดตาเหมือนที่เล่ามาแล้ว ไปพักบ้านพักทหารในต่างจังหวัด อยู่ 7 วัน 6 คืน ต้องยอมรับว่าตอนโดนคลุมหัวด้วยถุงดำ เกิดความเครียดมาก ความดันพุ่งกระฉูดขนาดต้องขอให้แพทย์ทหารมาตรวจ และต้องโทรหาแพทย์ประจำตัวของผม เพราะปกติความดันโลหิตของผมจะปกติมาก 110/70 อย่างไรก็ดี ในระหว่างถูกกักตัว ผมจึงถือโอกาสนั่งวิปัสสนาและเดินจงกรมทำจิตใจให้สงบ จนกระทั่งออกมา

หลังจากออกมา ก็ถูกนำตัวไปกองทัพภาคที่ 1 และยังโดนข่มขู่โดย พันเอก บุรินทร์ ทองประไพ ว่าหากไม่หยุดวิพากษ์วิจารณ์จะโดนดำเนินคดีถึง 6 คดี คดีละ 3 ปี จะโดนจำคุกนานถึง 18 ปี ทั้งนี้ผมมาทราบภายหลังว่า ที่โดนเรียกและถูกนำไปกักตัวครั้งนี้ เพราะรัฐบาลเพิ่งเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ และผมเองได้ออกมาเตือนให้ระวังว่าจะเสียคนเพราะจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้

หลังจากที่ผมถูกกักตัวครั้งที่ 7 ได้มีการประท้วงต่อรัฐบาลจากหลายองค์กรระหว่างประเทศ ทั้งสหประชาชาติ ฮิวแมนไรท์วอทช์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล รัฐสภายุโรป สมาชิกสภาสหรัฐ ได้ส่งสารประท้วงในการกระทำดังกล่าว โดยเฉพาะสหประชาชาติได้ส่งผู้แทนเข้ามาพบผมเพื่อขอข้อมูล และผู้บริหารระดับสูงของฮิวแมนไรท์วอทช์ ได้บินเข้ามาขอสัมภาษณ์ผม ซึ่งน่าเป็นผลทำให้รัฐบาลไม่ยุ่งกับผมนานอีกเป็นปี

ครั้งที่ 8 วันที่ 16 มิถุนายน 2560 หลังจากไม่ยุ่งกับผมมานานกว่า 1 ปี 8 เดือน กลับมีการเรียกผมอีกครั้ง คราวนี้ ท่าน ผบ.ทบ. ขณะนั้น พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท แถลงข่าวเองว่า เห็นผมให้ความเห็นทางเศรษฐกิจจึงอยากขอเชิญให้มาให้ข้อมูล แล้วก็ส่งรถทหารมารับและให้ผมนั่งรถทหารไปด้วย ซึ่งมีสื่อมวลชนมารออยู่ที่บ้านผมเป็นจำนวนมากจึงทำให้มีรูปผมนั่งรถทหารปรากฏอยู่มากมาย พอไปถึงก็ได้พบกับนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรีและ พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาลในขณะนั้น และได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเศรษฐกิจกัน คุยกันไปสักพัก นายกอบศักดิ์เริ่มคล้อยตามที่ผมอธิบาย จนพลโทสรรเสริญต้องออกมาตัดบทว่า นายกอบศักดิ์ไม่ใช่นักการเมืองเลยเถียงสู้ผมไม่ได้ ทั้งที่ผมคุยกันตามเหตุผลและข้อมูล แล้วพลโทสรรเสริญก็ขอร้องให้ผมช่วยออกมาบอกว่าเศรษฐกิจดี โดยอ้างว่าถ้าผมบอกว่าเศรษฐกิจดีแล้วเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นทันที ซึ่งทำให้ผมอดขำไม่ได้และต้องอธิบายว่า ผมพูดวิเคราะห์ตามสภาพความจริงจะไปพูดสวนความจริงไม่ได้

หลังจากพูดคุยกันประมาณ 2 ชั่วโมง พลโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในขณะนั้นก็ขอคุยส่วนตัวกับผม ซึ่งคุยกันประมาณ 40 นาทีแล้วจึงให้กลับออกมา สุดท้ายก็ให้นายทหารมาขอร้องว่าขออย่าวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจที่รัฐบาลบริหารอยู่

  • หลังจากนั้นอีกไม่นาน ก็มีโทรศัพท์ขอให้ผมไปร่วมตั้งพรรคใหม่ เพื่อสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ โดยอ้างว่าพลเอกประยุทธ์ชื่นชมผมมาก ไม่ได้รังเกียจเหมือนที่ออกมาวิจารณ์ผมในข่าวหลายหน โดยให้ผมเสนอเงื่อนไขได้ ผมเองได้ปฏิเสธไปเพราะเชื่อว่าพรรคทหารที่สืบอำนาจไม่น่าจะไปรอด

หลังจากผมปฏิเสธไปไม่นาน ผมก็ได้รับหมายเรียกให้ไปพบเจ้าหน้าที่ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก. ปอท.) ในคดีทฤษฎีกบต้มในวันที่ 4 สิงหาคม 2560 และถูกเรียกอีก 3 หน โดยมีคดีปกนิตยสารไทม์ และการดูด ส.ส. 4.0 ซึ่งอัยการได้พิจารณาสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว ทั้งนี่ต้องขอขอบคุณคุณนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยที่กรุณามาช่วยเหลือผมในเรื่องนี้ นอกจากนี้ ผมเองยังถูกกรมสรรพากร สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบทุกบัญชี เช็คทุกใบ และทุกโครงการที่เคยทำในอดีตด้วย เพื่อหาความผิดแต่ก็ไม่พบ

ทั้งหมดนี้คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่มีการใช้อำนาจเผด็จการและพยายามที่จะปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น โดยเข้าใจว่าถ้าไม่มีคนวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ เศรษฐกิจก็จะไม่แย่ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดอย่างมาก แทนที่จะรับฟังและนำไปปรับปรุงแก้ไข ซึ่งหากพลเอกประยุทธ์ได้ฟังแต่แรกและนำข้อคิดไปพิจารณาแก้ไข เศรษฐกิจไทยคงไม่ย่ำแย่ขนาดนี้ และไม่ต้องมาโทษวิกฤตการณ์ไวรัสโควิด-19 เพราะก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตไวรัสโควิด เศรษฐกิจไทยก็ขยายตัวต่ำสุดมาโดยตลอด การเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจเท่ากับยอมรับว่า เศรษฐกิจล้มเหลวมาโดยตลอด

ดังนั้นแทนที่จะเรียกผมปรับทัศนคติทั้งที่ผมได้เสนอแนวคิดที่ถูกต้อง และเศรษฐกิจก็ย่ำแย่ต่อมาเรื่อยๆ จริง เหมือนทฤษฎีกบต้มตามที่ผมได้เตือน คนที่ควรถูกเรียกปรับทัศนคติน่าจะเป็นผู้นำรัฐบาล เพราะจะได้เปลี่ยนทัศนคติ หัดรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และต้องยอมรับว่าตัวเองมีความรู้ความสามารถด้านเศรษฐกิจน้อยมาก และสร้างปัญหามากมายจนถึงปัจจุบัน ต้องรู้จักพิจารณาตัวเองได้นานแล้ว

พิชัย นริพทะพันธุ์


แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook

บริการของเรา

Advertising

พื้นที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ สินค้าและบริการ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Web Design

ออกแบบเว็บไซต์ ครบจบในที่เดียว ทั้ง FrontEnd และ BackEnd ด้วยทีมงานมืออาชีพ ประสบการณ์กว่า 15 ปี

Web Application

ไม่ว่าจะธุรกิจใดให้ระบบช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน จากรูปแบบเดิมๆ ให้อยู่ในรูปแบบ Online

VDO Creator

บริการออกแบบ และ จัดทำ Presentation ShowCase Review สินค้า TVC หรือ Viral Clip

ร่วมงานกับเรา | เงื่อนไขการใช้งานเว็บไซต์
ติดต่อลงโฆษณา: 0880-900-800, อีเมล์: ads@jarm.com
แนะนำติชม/ฝากข่าวประชาสัมพันธ์: info@jarm.com