วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2565
SHARE

เพื่อไทยแนะ เร่งทำ เร่งแก้ ประชาชนกำลังแย่ ลำบากกันมาก

โพสต์โดย ปลายหอก เมื่อ 20 กันยายน 2565 - 11:52

พิชัย ชี้ ครบ 16 ปี การปฏิวัติ 19 กันยายน ประเทศไทย เปลี่ยนจาก “เสือ” เป็น “เห็บ” จี้ “ประวิตร” ประชาชนลำบากกันมาก ทำอะไรได้เร่งทำทำ เร่งแก้ไข แนะ 3 เรื่อง เร่งทำ เจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา แก้หนี้ก่อนดอกเบี้ยขึ้น แก้ไขน้ำท่วม

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ครบ 16 ปีของการรัฐประหาร 19 กันยายน ทำให้คิดว่าหากไม่ได้มีการปฏิวัติรัฐประหารในวันนั้นประเทศไทยจะพัฒนาไปถึงไหนแล้ว ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้นไปถึงไหนแล้ว ประเทศไทยในขณะนั้นที่กำลังจะเสือตัวที่ 5 ของเอเซีย แต่ 16 ปีให้หลังกลับต้องกลายเป็นเห็บสยามในวันนี้ ความภูมิใจและความมั่นใจของคนในประเทศต่างกันอย่างสิ้นเชิง บทเรียนนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับประเทศไทยและคนไทยจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ในขณะที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังใจจดจ่ออยู่ที่วันที่ 30 กันยายนนี้ ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำตัดสินชี้ขาดของ 8 ปีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ปัญหาของประเทศรอไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันประชาชนลำบากกันอย่างมาก จากราคาข้าวของที่แพงขึ้น เงินเฟ้อพุ่ง เงินทองหายาก ค่าใช้จ่ายพุ่งสูง หาเงินไม่พอประทังชีวิต ยังต้องมาเจอกับค่าไฟฟ้าที่จะแพง ก๊าซหุงต้มแพง น้ำมันแพง อาหารแพง ค่าเดินทางแพง แถมยังจะต้องมาเจอน้ำท่วม และดอกเบี้ยที่กำลังจะขึ้น

โดยเฉพาะเรื่องค่าไฟฟ้าที่ราคาพุ่งขึ้นมากจากหน่วยละ 4.00 บาท เป็น 4.72 บาท สาเหตุมาจากการบริหารผิดพลาดของรัฐบาลที่ต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่งสูง เพราะต้องนำเข้าก๊าซ LNG ที่ราคาแพงเข้ามา อีกทั้งยังมีการให้ใบอนุญาตเกินความต้องการใช้สูงสุดไปถึง 50% ทำให้ต้องจ่ายค่าความพร้อมมาก การที่รัฐต้องออกมาตรการที่ใช้เงิน 9,000 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือประชาชน ก็เป็นช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลสร้างไว้เองจะมาอ้างเป็นบุญเป็นคุณกับประชาชนไม่ได้ และเป็นการช่วยแค่ 4 เดือนเท่านั้น หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร และ แนวโน้มราคาไฟฟ้ายังมีโอกาสขึ้นอีกจากหนี้ของ กฟผ. กว่าแสนล้านบาทที่ยังสูงมาก นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับลงมาแล้ว แต่ราคาน้ำมันดีเซลยังไม่ปรับลงเพราะต้องเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันที่ติดลบมาก เพราะการบริหารที่ผิดพลาดไม่ลดภาษีน้ำมันดีเซลในเวลาที่เหมาะสม

ดังนั้น มองไปตรงไหนก็เห็นว่าเป็นปัญหาเต็มไปหมด ประชาชนขาดที่พึ่ง ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการ นายกรัฐมนตรี ได้เร่งช่วยทำใน 3 เรื่องเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ดังนี้

1. ตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ได้เสนอให้รัฐบาลได้เร่งเจรจาแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อน ไทย กัมพูชา มาเป็นเวลานานแล้ว ปรากฏว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. พลังงาน ได้ออกข่าวชี้แจงว่าได้เร่ิมกลับมาเจรจากับกัมพูชาแล้ว ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดี และอยากให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพื่อเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะประเทศไทยจะได้ประโยชน์สูงสุด นอกจากจะได้ก๊าซในราคาถูกแล้ว เพราะไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซในอ่าวไทยหรือจากเมียนมาร์ราคาจะอยู่เพียงหน่วยละ 2-3 บาท ถ้าไฟฟ้าผลิตจากน้ำมันเตาหรือน้ำมันดีเซลราคาไฟฟ้าจะอยู่หน่วยละ 6 บาท และถ้าผลิตจากก๊าซ LNG ราคาไฟฟ้าจะพุ่งไปถึง 10 บาทเลย นอกจากราคาไฟฟ้าจะถูกลงแล้ว รัฐยังจะได้ค่าภาคหลวงปีละเป็นแสนล้านบาทเพื่อมาทำสวัสดิการกลุ่มเปราะบาง และ ผู้สูงอายุ บอกจากนี้ ก๊าซที่ขุดได้ในพื้นที่ทับซ้อนจะเป็นก๊าซเปียก (Wet Gas) ที่สามารถแยกส่วนผสมของก๊าซนำมาใช้กับธุรกิจปิโตรเคมีได้ โดยประเทศไทยมีโรงแยกก๊าซถึง 6 โรง และมีธุรกิจปิโตรเคมีมูลค่ามหาศาล ซึ่งจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 6-20 เท่า และรัฐยังจะได้ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่นๆ จากธุรกิจต่อเนื่องด้วย ทั่งนี้จะเป็นกาารเจรจาเรื่องการแบ่งผลประโยชน์แหล่งพลังงานเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงปัญหาดินแดนแต่อย่างใด

2. อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐเดือนสิงหาคมยังอยู่ที่ 8.3% ซึ่งสูงมาก ดังนั้นธนาคารกลางของสหรัฐคงจะต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างแรงอีกครั้งในไม่นานนี้ โดยน่าจะขึ้นอีก 0.75% เป็นครั้งที่ 3 และเชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้อัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะสูงถึง 4% และอาจจะขึ้นอีกในปีหน้า และอัตราดอกเบี้ยสหรัฐอาจจะอยู่ในระดันสูงแบบนี้ไปนาน ซึ่งจะกดดันทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลง และ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อไม่ให้เงินทุนไหลออก เพราะปัจจุบันเงินทุนก็ไหลออกกันอยู่แล้ว ดังนั้นก่อนที่ประเทศไทยจะต้องขึ้นดอกเบี้ยสูงตามบ้าง พลเอกประวิตรและรัฐบาลจะต้องเตรียมตัวและเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ให้ลดลงก่อน เพราะหากดอกเบี้ยพุ่งขึ้นอีก การแก้ไขหนี้จะยิ่งทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้น

3. ในภาวะน้ำท่วมหนักนี้ ที่ปัจจุบันมีน้ำท่วมแล้ว 20 กว่าจังหวัด และยังมีแนวโน้มที่จะแย่ลง รัฐบาลควรต้องรื้อระบบการบริหารจัดการน้ำในอดีตขึ้นมาทำใหม่ทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหาที่ค้างอยู่มา 8 ปีแล้ว มิเช่นนั้นประเทศไทยก็จะเจอปัญหา น้ำท่วม น้ำแล้ง แบบนี้ไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ปัญหาที่ กทม. น้ำท่วมจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆเพราะพื้นดินของ กทม. ต่ำลง รัฐบาลจะต้องมีแผนใหญ่ในการบริหารจัดการน้ำท่วมเหมือนในประเทศที่เจริญแล้วและประสพปัญหานี้ดำเนินการ เช่น ในประเทศเนเธอแลนด์ เป็นต้น

3 เรื่องนี้ควรต้องรีบดำเนินการเพราะจะเป็นประโยชน์กับประเทศและจะช่วยประชาชนได้อย่างมากในระยะสั้นและในระยะยาวเพื่อฟื้นเศรษฐกิจไทย ซึ่งยังมีเรื่องต่างๆต้องทำอีกมาก ซึ่งจะเป็น เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส ในรูปแบบใหม่ที่อาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วย การปรับเปลี่ยนประเทศเป็นระบบดิจิตอล (Digital Transformation) เพื่อสร้างงานและสร้างธุรกิจสมัยใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพและลดการทุจริตคอรัปชั่น การพัฒนาภาคการเกษตรด้วยระบบ Ai การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาความสามารถแข่งขันของไทย และอีกหลายเรื่อง ซึ่งพรรคเพื่อไทยพร้อมแล้วที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย

“เอกชัย” จี้ “ประวิตร” เร่งแก้ปัญหาของเกษตรกร ชี้ ต้นทุนเพิ่ม ราคาลด อยู่ลำบาก

นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจังหวัดอุบลราชธานี และ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ปุ๋ยยังแพง ค่าครองชีพสูงลิ่ว ทั้งค่าไฟฟ้าแพง ค่าน้ำมันสูง รายได้ไม่พอรายจ่าย กำลังซื้อในประเทศหดหาย มะพร้าว ลำใย มังคุด ราคาต่ำเตียเรี่ยดิน ลัมปีสกินยังคงละบาด อหิวาหมูเยียวยาล่าช้า น้ำท่วมบริหารจัดการน้ำล้มเหลว ยางพาราราคาตก วัวราคาต่ำ หนี้สินเกษตรกรพอกพูน เกษตรกรไทยสิ้นหวัง หากรัฐบาลไม่เร่งสร้างความแตกต่างให้สินค้าเกษตรไทยแม่แต่ทุเรียนที่มีราคาวันข้างหน้าอาจไม่ต่างจากลำใย

ภาคเกษตรเป็นจุดแข็งจุดหนึ่ง ของประเทศไทย ประเทศไทยโชคดีที่เกษตรกรไทยมีความสามารถ แต่โชคร้ายที่รัฐบาลมองไม่เห็นศักยภาพนั้น ในการผลิต เราผลิตสินค้าเกษตรหลายอย่างได้มีคุณภาพในระดับสูง แต่เกษตรกรไทยยังคงทุกยากลำบากรายได้ไม่พอรายจ่าย สินค้าเกษตรไทยหลายชนิดเป็นสินค้าคุณภาพสูงไม่ใช่สินค้าคนจน แต่การที่คนไทยส่วนใหญ่ได้กลายเป็นคนจน ใน 8 ปีที่ผ่านมา ทำให้ไม่มีเงินที่จะบริโภคสินค้าในราคาแพง ทำให้สินค้า premium หลายอย่างขายไม่ได้ ไม่ว่า ลำใย มังคุด ที่ราคาตกต่ำ และ ล่าสุด มะพร้าวน้ำหอมซึ่งชาวสวน เคยราคาลูกละกว่า 20 บาทปัจจุบัน ชาวสวนขายได้ราคา ลูกละ 6-7 บาทเท่านั้นเอง โคขุน ที่เกษตรกรเคยเลี้ยงสร้างรายได้มากมาย กำลังเผชิญปัญหาราคาตก วัวที่เคยขายได้ราคาดีสร้างรายได้ เมื่อคนรวยมีน้อยลง เนื้อราคาแพงก็ขายได้น้อยลง โคขุนก็ราคาตกไปด้วย สินค้าคนจน giffen goods ขายดี เช่น มาม่า บะหมีสำเร็จรุปยอดขายไม่ตก แถมยังขยับขึ้นราคาอีกด้วย ปี 2564 มาม่า มียอดขายราวๆ 14,300 ล้านบาท และ ตั้งเป้าขยายการขายถึง 22,000 ล้านบาทต่อปีในอนาคต

การแก้ไขปัญหาการบริโภคภายในประเทศ ด้วยนโยบายบัตรคนจน จะยิ่งทำให้มาม่าขายดี ส่วนสินค้าคุณภาพสูงระดับบน เช่น ลำใย มังคุด มะพร้าวน้ำหอม เนื้อโคขุน หรือข้าวหอมมะลิ จะมียอดขายดีขึ้นหากประชาชนมีรายได้มากขึ่น หรือรวยขึ้นนั้นเอง เพราะคนจะบริโภคสินค้าราคาแพงเมื่อมีเงินเหลือ เท่านั้น และ ตลาดพรีเมียมผู้บริโภคมีรสนิยมการบริโภคสินค้าที่มีเอกลักษณ์พิเศษ การเพิ่ม มูลค่าเพิ่ม value added ด้วยเรื่องราวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ จึงเป็นเรื่องสำคัญในอนาคต เช่นเดียวกันกับ เกษตรกรญี่ปุ่น ที่สร้าง เนื้อ วากิว และ เนื้อมันสึซากะ ที่มีเอกลักษณเฉพาะให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก

รัฐบาลไทยควรสร้างเอกลักษณ์ เหล่านี้ และ รัฐบาลจะทำไม่ได้เลยหากไม่เข้าใจ softpower ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละท้องถิ่น ดึงจุดเด่นที่มี ของดีที่มี มาสร้างความแตกต่าง และ เพื่มมูลค่า เกษตรไทย เรามาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับไปผลิต giffen good แล้ว เมื่อเราผลิตสินค้า premium แต่ผ่ายแพ้ทางการตลาด รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการสิ่งเหล่านี้ เพราะถ้าทำให้สินค้าไทยเป็นที่รู้จักได้ รัฐอาจจะไม่ต้องแจกบัตรคนจน

“จุฑาพร” ชี้ เงินเฟ้อ ค่าครองชีพพุ่ง หนี้นอกระบบบาน แต่รัฐบาลกลับดีใจกับบัตรคนจนเพิ่ม ที้งที่เป็นความล้มเหลว

นางสาวจุฑาพร เกตุราทร ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขตบางรัก และ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เงินเฟ้อพุ่ง ข้าวของแพง ค่าครองชีพสูง รายได้ต่ำ หนี้ท่วม ครัวเรือนกลุ่มที่มีรายได้ต่ำที่สุดมักเป็นหนี้นอกระบบ ชีวิตคนลำบาก แต่รัฐบาลภูมิใจแจกบัตรคนจนเพิ่ม สะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาล ทำคนไทยจนทั้งประเทศ รัฐควรเร่งสร้างงาน สร้างอาชีพ หยุดแจกเงิน มุ่งแก้ปัญหายาเสพติดที่พุ่งสูง ก่อนประเทศจะเสียหายมากกว่านี้  

อัตราเงินเฟ้อของไทยก็ยังอยู่ในระดับสูงเช่นกัน โดยอัตราเงินเฟ้อไทยเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 7.86% โดยอยู่ในระดับสูงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันแล้วจากเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมที่ 7.61% และ อัตราเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนที่ 7.66% ทำให้ราคาสินค้า และบริการพุ่งสูงขึ้น สร้างความลำบากให้ประชาชนอย่างมาก

อีกทั้งแนวโน้มเงินเฟ้อเดือนกันยายนก็น่าจะพุ่งขึ้นอีกจากราคาค่าไฟฟ้าที่พุ่งขึ้นเป็นหน่วยละ 4.72 บาท จากเดิมหน่วย 4.00 บาท และราคาก๊าซหุงต้มที่พุ่งขึ้นถึง 408 บาท /ถัง 15 กก. จากราคาเดิม 393 บาท/ ถัง 15 กก. โดยเมื่อต้นปีราคายังอยู่ที่ 318 บาท / ถัง 15 กก.

ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐในเดือนสิงหาคมยังอยู่ในระดับสูงที่ 8.3% โดยอัตราเงินเฟ้อที่ยังสูงของสหรัฐจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างแรงอีกครั้ง น่าจะประมาณ 0.75% ภายในสัปดาห์นี้ และจะเป็นการขึ้น 0.75% เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งไทยอาจจะต้องขึ้นดอกเบี้ยตาม และจะเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะประชาชนที่มีหนี้มาก ทั้งผ่อนบ้าน ผ่อนรถและ หนี้ธุรกิจ

การเพิ่มขึ้นของราคาอาหารสดที่กำลังสะท้อนถึงการเข้าสู่วิกฤติอาหารทั่วโลก ได้ส่งผลให้ระดับราคาสินค้าในประเทศไทยในหมวดดังกล่าวปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้นทุนค่าครองชีพที่แพงขึ้นถือเป็นปัจจัยกดดันเพิ่มเติมต่อกำลังซื้อของครัวเรือนไทยในทุกกลุ่ม และลดทอนความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนด้วย โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มรายได้น้อยที่มีสัดส่วนการบริโภคอาหารสดและเชื้อเพลิงสำหรับใช้ในบ้านและการเดินทางในระดับสูง

ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่สุด มักมีรายได้ไม่พออยู่แล้ว จึงมักเป็นหนี้นอกระบบ เพราะไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และดอกเบี้ยส่วนมากคิดเป็นรายวัน หรือ รายสัปดาห์ ซึ่งลำพังหาเงินมาใช้จ่ายแต่ละวันก็ยากแล้ว ต้องหาเงินมาใช้หนี้ทั้งต้นและดอกซึ่งทบกันแล้วสูงขึ้นเรื่อยๆ ครัวเรือนภาระผ่อนหนี้สูง ตามปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เรื้อรังมานาน มีเงินเก็บออมไว้ใช้ยามฉุกเฉินน้อยมาก

การแจกบัตรคนจนเพิ่ม เป็นการประจานผลงานการบริหารประเทศที่ล้มเหลวของรัฐบาล ว่าไร้ศักยภาพ ทำเศรษฐกิจล้มเหลว คนไม่มีงานทำ รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ทำให้จำนวนคนจนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่านรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง กลับแสดงวิสัยทัศน์ว่า บัตรคนจนช่วยให้คนไทยหายจน แต่แท้จริงแล้ว เป็นการแจกเงินเพื่อหวังผลทางการเมือง ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาระยะยาว สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ การสร้างโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับประชาชน เพื่อให้หลุดพ้นจากความยากจน

สิ่งที่น่าตกใจ คือจำนวนคนเสพยาเสพติดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีอายุที่น้อยลง ปี 2565 มีผู้ติดยาเสพติดกว่า 2 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่าตัวจากปีก่อนหน้า เพราะยาบ้ามีราคาถูกลงอย่างมาก และเข้าถึงได้ง่าย สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาล ที่ไม่แก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง ปล่อยให้ทรัพยากรอันมีค่าของประเทศติดยา เสียผู้เสียคน ทำลายความสงบสุขในครอบครัว และเป็นสาเหตุสำคัญของต้นตอปัญหาสังคมอีกมากมาย  

รัฐบาลควรยอมรับความจริงว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ควรถอยออกไป ให้ผู้มีความรู้ความสามารถมากกว่าเข้ามาบริหารประเทศ กอบกู้วิกฤตปัญหาเศรษฐกิจที่ไทยกำลังเผชิญอย่างหนักขณะนี้

พรรคเพื่อไทย พร้อม และขออาสา เข้ามาแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน ทำให้ประเทศไทยกลับมาน่าอยู่อีกครั้ง ถ้าเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ คนไทยจะหายจน และเปลี่ยนมาถือบัตรคนรวยแทน

รัฐบาลจะต้องสร้างงานที่สร้างรายได้ให้ประชาชนได้มากขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งหากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลได้ 2 สมัย ติด ค่าแรงน่าจะพุ่งได้ถึงวันละ 800 บาท

มีคำพูดในสหรัฐว่า “ความสำเร็จของรัฐบาลไม่ได้อยู่ที่การทำให้คนรวยรวยเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ แต่อยู่ที่รัฐบาลจะสามารถยกระดับความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยให้ได้มากขึ้นเท่าไหร่”

อนุสรณ์ จี้ รัฐบาล เร่งทำ เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนกรอบระยะเวลา 180 วันก่อนครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร (วันที่ 23 มี.ค.2566) ที่ผู้สมัคร และพรรคการเมืองต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ทำให้หลังวันที่ 24 ก.ย. ไม่สามารถแจกสิ่งของช่วยเหลือประชาชนได้นั้น ว่า เราอยู่ในยุคสุญญากาศที่รัฐบาลทำงานได้ไม่เต็มที่ เมื่อก่อนรัฐบาลบอกว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่สภาพรัฐบาลรักษาการตอนนี้ นายกฯที่ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ล้มสะดุดหัวคะมำเสียอาการ รักษาการนายกฯลุกขึ้นมาใส่กางเกงยีนส์ลงพื้นที่หาเสียง เกิดคำถามว่าจะมีใครเหลือสมาธิมาทำงาน ถ้ารัฐบาลมีสภาพเป็ดง่อย ประชาชนคงต้องบอกว่าจำเป็นต้องทิ้งรัฐบาลไว้ข้างหลัง กกต.ยังมาก่อนกาล ทำงานเร็วกว่ารัฐบาล เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีชะตากรรมอย่างไร ต้องพ้นไปหรือได้กลับมา ไม่มีใครรู้ แต่คนที่เหลืออยู่ต้องแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้ เศรษฐกิจไทยแย่มานาน โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีหลัง ปลายอายุรัฐบาล เศรษฐกิจไทยอ่วม ปัญหาเงินเฟ้อ วิกฤตราคาพลังงานค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส ค่าไฟ พาเหรดกันขึ้นราคา ค่าครองชีพพุ่งสูง คนตกงาน ประเทศหนี้ล้น ประชาชนหนี้ท่วม มาตรการที่นำกลับมาใช้อย่างเช่นคนละครึ่ง คนเข้าถึงน้อย และไม่ได้รับความสนใจ เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง ทุกปัญหาทำประชาชนเดือดร้อน รอเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเอเปก หรือ รอสภาวะสุญญากาศการเมืองคลี่คลายไม่ได้ รัฐบาลบอก 30 กันยายน 2565 คนจนหมดประเทศ แต่ถึงตรงนี้นอกจากคนจนไม่หมดกลับเพิ่มขึ้น 4 ปีรัฐบาลทำคนจนพุ่ง 20 ล้านคน ไม่รู้ว่าระหว่างคนจนหมดไปกับพล.อ.ประยุทธ์ พ้นไป สิ่งไหนจะเกิดขึ้นก่อนกัน

“รัฐบาลเหมือนไก่ที่จิกตีกันอยู่ในเข่งรอถูกเชือด สะกดคำว่าเสถียรภาพไม่เป็นกันแล้ว สถานการณ์ง่อนแง่นโคลงเคลง ไม่ใช่เพราะความไม่ชัวร์ในชะตากรรมของพล.อ.ประยุทธ์ แต่เพราะต่างพรรคต่างหนีตายเตรียมสละเรือ จากเรือเหล็กเป็นเรือกำลังจะจมลงก้นทะเล ประชาชนถูกลอยแพ ถ้าไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ ก็ลาออกไป” นายอนุสรณ์ กล่าว



แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook

บริการของเรา

Advertising

พื้นที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ สินค้าและบริการ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Web Design

ออกแบบเว็บไซต์ ครบจบในที่เดียว ทั้ง FrontEnd และ BackEnd ด้วยทีมงานมืออาชีพ ประสบการณ์กว่า 15 ปี

Web Application

ไม่ว่าจะธุรกิจใดให้ระบบช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน จากรูปแบบเดิมๆ ให้อยู่ในรูปแบบ Online

VDO Creator

บริการออกแบบ และ จัดทำ Presentation ShowCase Review สินค้า TVC หรือ Viral Clip

เราใช้คุ้กกี้เพื่อให้ทุกคนได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy)
About Us | Advertising
Join With Us | Contact
Privacy Policy | Terms of Service
Corrections Policy | DMCA Copyrights Disclaimer
Ethics Policy | Fact-Checking Policy
Editorial team information | Ownership and Funding Info
ติดต่อลงโฆษณา: 0880-900-800, อีเมล์: ads@jarm.com
แนะนำติชม/ฝากข่าวประชาสัมพันธ์: info@jarm.com