โซเชียล Share0 Tweet

หนุ่มสำนึกดี เขียนโน้ตขอโทษคู่กรณี หลังขับรถเฉี่ยวจนเป็นรอย ชาวเน็ตเอ็นดู

Shambhala TS
19 ตุลาคม 2562 - 09:41(แก้ไข)
หนุ่มสำนึกดี เขียนโน้ตขอโทษคู่กรณี หลังขับรถเฉี่ยวจนเป็นรอย ชาวเน็ตเอ็นดู

อุบัติเหตุขับรถเฉี่ยวชนกันเป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนที่ขับรถต้องเจอกันสักครั้ง ถึงแม้เราจะระวังมากขนาดไหน แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่ระวังก็เท่านั้น สิ่งที่ทำได้เมื่อเกิดขึ้นแล้วคือรับผิดชอบ เหมือนหนุ่มคนนี้

หนุ่มสำนึกดี เขียนโน้ตขอโทษคู่กรณี หลังขับรถเฉี่ยวจนเป็นรอย ชาวเน็ตเอ็นดู

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Piyachat Vareevanit ได้โพสต์ภาพและข้อความในกลุ่มเฟซบุ๊ก facebook สุราษฎร์ธานี บอกเล่าเหตุการณ์ที่ตนเผลอขับรถเฉี่ยวชนคู่กรณีจนเป็นแผลอย่างเห็นได้ชัด ด้วยความที่มีสำนึกดีจึงได้ยืนรอเจ้าของรถเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยค่าเสียหาย แต่รอเท่าไหร่เจ้าของรถก็ยังไม่มา และไม่อยากจะหนีความผิดตนเอง เจ้าของโพสต์จึงทิ้งจดหมายเอาไว้และขอตัวไปทำธุระส่วนตัว ทำเอาชาวเน็ตที่มาเห็นโพสต์รู้สึกชื่นชมในตัวเจ้าของโพสต์มาก ที่ไม่หนีปัญหาและพยายามแสดงความรับผิดชอบ

หนุ่มสำนึกดี เขียนโน้ตขอโทษคู่กรณี หลังขับรถเฉี่ยวจนเป็นรอย ชาวเน็ตเอ็นดู

Loading...
หนุ่มสำนึกดี เขียนโน้ตขอโทษคู่กรณี หลังขับรถเฉี่ยวจนเป็นรอย ชาวเน็ตเอ็นดู

โดยในโพสต์ดังกล่าวระบุว่า "สวัสดีครับใครพอจะรู้จักหรือเป็นเจ้าของรถคันนี้กรุณาติดต่อกลับหาผมหน่อยครับ พอดีผมขับรถเบียดกับรถพี่ที่จอดไว้ครับ ผมยืนรออยู่นานมากไม่มีใครมา พอดีผมรีบไปขายของ ผมเลยเขียนจดหมายทิ้งไว้หน้ารถน่ะครับ #ขอโทษครับผมไม่ได้ตั้งใจและไม่คิดจะหนีครับ" โดยล่าสุดเจ้าของโพสต์ได้พบกับคู่กรณีแล้ว และเจรจาตกลงกันได้อย่างราบรื่น โดยตัวเจ้าของรถไม่คิดค่าเสียหายใดๆ และไม่มีการดุด่าว่ากล่าวเลยแม้แต่น้อย 

หนุ่มสำนึกดี เขียนโน้ตขอโทษคู่กรณี หลังขับรถเฉี่ยวจนเป็นรอย ชาวเน็ตเอ็นดู
หนุ่มสำนึกดี เขียนโน้ตขอโทษคู่กรณี หลังขับรถเฉี่ยวจนเป็นรอย ชาวเน็ตเอ็นดู

ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆจากโซเชียลมิเดียที่ทำให้เรารู้ว่า การถ้อยทีถ้อยอาศัย รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง มันช่วยให้สังคมเราน่าอยู่ขึ้นเป็นกอง คุณว่างั้นไหม?...

หนุ่มสำนึกดี เขียนโน้ตขอโทษคู่กรณี หลังขับรถเฉี่ยวจนเป็นรอย ชาวเน็ตเอ็นดู
หนุ่มสำนึกดี เขียนโน้ตขอโทษคู่กรณี หลังขับรถเฉี่ยวจนเป็นรอย ชาวเน็ตเอ็นดู
หนุ่มสำนึกดี เขียนโน้ตขอโทษคู่กรณี หลังขับรถเฉี่ยวจนเป็นรอย ชาวเน็ตเอ็นดู

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: Piyachat Vareevanit

Loading...

ข่าวใกล้เคียง

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook