โซเชียล Share0 Tweet

บทสัมภาษณ์สุดท้าย หมอจีนคนแรก ที่พูดถึง เรื่อง ไวรัสโคโรนาสายพันธ์ุใหม่

Holden Caulfield
8 กุมภาพันธ์ 2563 - 11:16(แก้ไข)
บทสัมภาษณ์สุดท้าย หมอจีนคนแรก ที่พูดถึง เรื่อง ไวรัสโคโรนาสายพันธ์ุใหม่

สำนักข่าวคมชัดลึก รายงานว่า ประเด็นร้อนท่ามกลางวิกฤติไวรัสโคโรน่าระบาด ก็คือการสูญเสีย จักษุแพทย์ หลี่ เหวินเลี่ยง แพทย์ประจำโรงพยาบาลกลางอู่ฮั่น ผู้จากไปในวัยเพียง 34 ปี หลังป่วยจากติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ที่เขาเป็นคนแรกๆที่เตือนภัย ตั้งแต่ยังไม่มีการระบุชื่อว่าเป็นเชื้ออะไร หลังจากพบว่ามีผู้ป่วยปอดอักเสบอาการคล้ายกับโรคซาร์ส เข้ารพ. มากผิดปกติ และถูกแยกรักษา

บทสัมภาษณ์สุดท้าย หมอจีนคนแรก ที่พูดถึง เรื่อง ไวรัสโคโรนาสายพันธ์ุใหม่

แต่การเตือนด้วยการส่งข้อความเข้าไปในกลุ่มแชทเพื่อนร่วมรุ่น บนแอปพลิเคชัน WeChat เมื่อ 30 ธ.ค. ว่าแผนกจักษุที่รพ.ของเขา พบผู้ป่วย 7 รายที่เกี่ยวโยงกับตลาดอาหารทะเลในท้องถิ่น อาการคล้ายกับโรคซาร์ส  เกิดหลุดออกมาข้างนอก และถูกตำรวจเรียกไปปรับทัศนคติ บังคับให้ลงชื่อในเอกสารตักเตือนว่า อย่าแพร่ข่าวอันเป็นเท็จอีก 

เชื่อว่าหมอหลี่ เป็น 1 ใน 8 ชาวเมืองอู่ฮั่น ที่ CCTV สื่อทางการจีน รายงานเมื่อ 1 ม.ค.ว่า ถูกตำรวจลงโทษฐานปล่อยข่าวลือ 

การเสียชีวิตของนายแพทย์หนุ่มรายนี้จุดกระแสโกรธแค้นในโลกออนไลน์ของจีน และประณามเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างรุนแรง ปรากฏการณ์ที่น้อยครั้งจะเห็นในโลกไซเบอร์แดนมังกร  ร้อนถึงคณะกรรมการกลางการตรวจสอบวินัยของพรรคคอมมิวนิสต์จีน  ที่ส่งทีมงานลงพื้นที่เมืองอู่ฮั่น เพื่อตรวจสอบทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนายแพทย์หนุ่มรายนี้แล้ว 

Loading...

หมออู่ฮั่นคารวะหมอหลี่ เหวินเลี่ยง / ภาพจากผู้สื่อข่าว Caixin

ก่อนพ่ายไวรัสร้ายเมื่อเช้ามืด 7 ก.พ. สำนักข่าว Caixin  ได้สัมภาษณ์จักษุแพทย์ท่านนี้เผยแพร่บนเวบไซต์เมื่อ 30 มกราคม  ซึ่งในวันนั้น หมอหลี่บอกอาการไม่ดีนัก หายใจลำบากและยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ไม่อยากอาหาร  แต่ผลตรวจยังเป็นลบ 

จากนั้นได้เล่าถึงการส่งข้อความเตือนโรคปริศนาว่า  “ผมส่งข้อความเข้าไปในกลุ่มแชทที่มีสมาชิกเป็นเพื่อนร่วมรุ่น 150 คน ย้ำว่าอย่านำข้อความนี้ออกไปข้างนอก ผมอยากเตือนเพื่อนที่ทำงานในแนวหน้าให้ป้องกันตัวเอง ผมรู้เรื่องนี้ผ่านการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน กังวลว่าอาจเป็นโรคระบาด แต่เคสยืนยันยังน้อยอยู่ในเวลานั้น ผมกังวลเพราะเชื้อไวรัสนี้คล้ายกับอาการโรคซาร์ส   

หมายถึง ไวรัสแพร่จากคนสู่คนเหมือนซาร์ส ? 

ค่อนข้างชัดว่าเป็นการแพร่จากคนสู่คน ผมเห็นคนไข้ติดเชื้อไวรัสหลายคน เมื่อราววันที่ 8 ม.ค.  และหนึ่งในคนไข้ของเราที่เข้ารพ.รักษาต้อกระจก ไม่อยากอาหาร อุณหภูมิร่างกายสูงผิดปกติ เราไม่ได้ตระหนักว่ามีอะไรผิดปกติในเวลานั้น แต่เธอยังรับประทานไม่ค่อยได้หลังจากตาหายดีแล้ว และมีไข้ ผลซีทีสแกนพบปอดติดเชื้อ อาการทุกอย่างสอดคล้องกับปอดอักเสบปริศนาในตอนนั้น 

บทสัมภาษณ์สุดท้าย หมอจีนคนแรก ที่พูดถึง เรื่อง ไวรัสโคโรนาสายพันธ์ุใหม่

วันเดียวกับที่เธอมีไข้  คนในครอบครัวของเธอก็มีไข้ บ่งว่าเป็นการแพร่จากคนสู่คน เรารายงานให้รพ.รับทราบ เชิญหมออาวุโสมาที่รพ.เพื่อสอบสวน ก่อนแนะนำให้กักโรค ผลซีทีสแกนในอีก 3 วันต่อมา พบการติดเชื้อลุกลาม จึงแยกรักษาในหอผู้ป่วยทางเดินหายใจ ผมไม่รู้ว่าหลังจากนั้น เธอเป็นอย่างไรบ้าง 

หากมีสัญญาณแพร่เชื้อคนสู่คน ทำไมจำนวนติดเชื้อจึงน้อยในเวลานั้น 

ผมคิดว่าการตรวจวิเคราะห์โรคในขณะนั้น ไม่ง่าย  ชุดตรวจไม่มี แม้ว่าไวรัสตรวจได้ด้วยวิธีที่เรียกว่า เอ็นอาร์เอ เทสต์ แต่ก็ซับซ้อนและใช้เวลา 

การติดเชื้อของคุณเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยคนนั้นหรือไม่ 

ตอนแรก ผมไม่ได้ใช้อุปกรณ์ป้องกัน  ผมเริ่มไอและมีไข้ หลังจากนั้น ผมเริ่มสวมหน้ากาก N95  

วันที่ 12 ม.ค. ผมตรวจไวรัสในระบบทางเดินหายใจและทำซีทีสแกน ผลออกมาน่าสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสโคโรน่า เพื่อนร่วมงานของผมก็มีอาการคล้ายกันในเวลาต่อมา หลังจากนั้น 3-4 วัน พ่อแม่ของผมก็ป่วย อาการของผมทรุดลง ตอนนี้ ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัส ฉีดโกลบูลิน และให้ออกซิเจนเพิ่มทุกวัน    

ต้องจ่ายค่ารักษาไหม 

ผมจ่ายค่าฉีดสารแอนตีบอดี อิมมูโนโกลบูลินเอง นอกจากนี้ ได้รับการช่วยเหลือจากร้านยาและเพื่อนสมัยเรียน ราว 5 หมื่น – 6 หมื่นหยวน ไม่แน่ใจว่าค่าใช้จ่ายพวกนี้อยู่ในประกันหรือไม่ 

รู้สึกอย่างไรตอนที่รู้ว่าคำเตือนของคุณออกไปสาธารณะ 

คืนนั้น ผมได้รับข้อความบน WeChat ไถ่ถามเรื่องภาพแคปหน้าจอข้อความของผมเองก่อนหน้านั้น ส่วนใหญ่เป็นข้อความแบบไม่สมบูรณ์  มีข้อความที่ผมเอ่ยถึงผู้ป่วยอาการคล้ายโรคซาร์ส 7 ราย แต่ข้อความส่วนที่ย้ำเป็นไวรัสโคโรน่าชนิดที่ต้องได้รับการยืนยัน ไม่ได้รวมอยู่ในภาพหน้าจอที่ถูกแชร์ต่อๆกันไป  ผมคิดว่าคงมีเรื่องแน่เพราะเป็นข้อมูลอ่อนไหว และเป็นช่วงเวลาอ่อนไหวเพราะเมืองอู่ฮั่นกำลังมีประชุมสภาประจำปี  ตอนแรก ผมโกรธ ที่คนเหล่านั้นแพร่ข้อความออกไปโดยไม่ปิดตัวตนผมเลย แต่ต่อมาก็เข้าใจว่าพวกเขาเองก็เป็นห่วงครอบครัวและเพื่อนฝูง

บทสัมภาษณ์สุดท้าย หมอจีนคนแรก ที่พูดถึง เรื่อง ไวรัสโคโรนาสายพันธ์ุใหม่

ถูกลงโทษเพราะเรื่องนั้นหรือไม่ 

หลังจากข้อความการเตือนแพร่ไปทั่ว คณะกรรมการสุขภาพของเทศบาลอู่ฮั่น เรียกประชุมเวลา 1.30 น. ผมเองก็ถูกรพ.ขอให้อธิบาย เมื่อไปถึงออฟฟิศในเช้าวันนั้น  เจ้าหน้าที่ฝ่ายวินัยของรพ.ได้พูดคุยกับเขาอีกครั้ง ถามที่มาของข้อมูล และถามว่าผมตระหนักหรือไม่ว่าทำผิดพลาด  

แต่ผมไม่คิดว่าตำรวจจะตามตัว  ในวันที่ 3 ม.ค. พวกเขาบอกให้ผมลงชื่อในเอกสารตักเตือน ผมไม่เคยมีปัญหากับตำรวจมาก่อน จึงรู้สึกกังวล ผมเดินทางไปลงชื่อโดยไม่บอกที่บ้าน ผมวิตกว่ารพ.จะลงโทษด้วยและกระทบหน้าที่การงาน ต่อมา เพื่อนสมัยเรียนคนหนึ่งรู้เรื่อง จึงแนะนำไปให้ผมคุยกับนักข่าวคนหนึ่ง 

ในหนังสือตักเตือน ตำรวจระบุว่าคุณเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จในโลกออนไลน์ ในตอนนั้นบางคนคิดว่าคุณแพร่ข่าวลือ 

ผมไม่คิดว่ามันเป็นข่าวลือ เพราะผลตรวจออกมาค่อนข้างชัดว่า เหมือนโรคซาร์ส  ผมแค่อยากเตือนเพื่อนๆไม่ให้ตื่นตระหนก

เมื่อไม่คิดว่าเป็นข่าวลือ เคยคิดใช้กฎหมายกู้ชื่อเสียงหรือไม่ 

ไม่ ผมกลัวว่าการใช้กฎหมายจะกลายเป็นปัญหาตามมา ไม่อยากมีเรื่องกับตำรวจอีก ผมไม่อยากยุ่งยาก การกู้ชื่อเสียง ไม่สำคัญกับผม สำคัญกว่าคือประชาชนควรรู้ข้อเท็จจริง ความยุติธรรมอยู่ในใจของพวกเขาอยู่แล้ว บางคนคิดว่าผมถูกถอนใบประกอบโรคศิลป์ ซึ่งขอแจ้งตรงนี้ว่าไม่เป็นความจริง   

เมื่อ 28 มกราคม ศาลสูงสุด  เผยแพร่ความเห็นบนบัญชีผู้ใช้ WeChat  ว่า การลงโทษชาวเมืองอู่ฮั่น 8 คน ( ไม่ได้ระบุชื่อว่าหมอหลี่ เหวินเลี่ยง เป็นหนึ่งในนั้นหรือไม่ )  ฐานแพร่ข่าวลือ ไม่เหมาะสม (เพราะข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้เป็นเท็จทั้งหมด) คุณคิดอย่างไรกับบทความนี้    

หลังจากที่ได้อ่านบทความของศาลสูง ผมรู้สึกโล่งใจ และไม่กังวลแล้วว่ารพ.จะดำเนินการกับผมอย่างไร ผมเชื่อว่าในสังคมที่เข้มแข็ง ควรมีมากกว่าเสียงเดียว ผมไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจแทรกแซงมากเกินไป ผมยังเห็นด้วยกับบทความศาลสูงที่ว่า ควรพิจารณาการแพร่ข่าวลือเป็นรายๆไป  ผมไม่สนใจมากนักว่า ผมเป็น 1 ใน 8 นี้หรือไม่ เพราะโพสต์ที่ถูกแชร์มากที่สุดในโลกออนไลน์และถูกยกมาในบทความของศาลสูง ก็คือภาพหน้าจอโพสต์ดั้งเดิมของผมเอง 

บางคนเรียกคุณว่า คนแฉความลับ (whistle-blower) 

ผมไม่คิดว่าควรได้ตำแหน่งนี้ ผมแค่รู้ข้อมูล และเตือนเพื่อน ไม่คิดอะไรมากขนาดนั้น ในเวลานั้น 

แผนต่อไปจะทำอะไร

หลังหายป่วยแล้ว ผมยังอยากกลับไปอยู่แนวหน้า เวลานี้ โรคระบาดยังแพร่ ผมไม่อยากทิ้งหน้าที่ 

ครอบครัวของคุณล่ะ 

ภรรยาของผม อยู่ที่บ้านพ่อแม่ของเธอในอีกเมืองหนึ่ง เธอกลับมาไม่ได้ เพราะอู่ฮั่นปิดเมือง พ่อแม่ของผมน่าจะออกจากรพ.ได้ในไม่ช้า แต่ผมยังหาคนไปช่วยเหลือพวกท่านไม่ได้  โดยรวมพวกท่านสุขภาพดี และน่าจะดูแลตัวเองได้หลังจากนั้น  

ขอบคุณข้อมูลจาก komchadluek,pixabay

Loading...

ข่าวใกล้เคียง


แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook