โซเชียล Share0 Tweet

สหรัฐเตรียมทดสอบ ยารักษาโควิด-19 ในคนวันนี้ คาดพร้อมใช้งานภายใน 18 เดือน

Shambhala TS
16 มีนาคม 2563 - 17:49(แก้ไข)
สหรัฐเตรียมทดสอบ ยารักษาโควิด-19 ในคนวันนี้ คาดพร้อมใช้งานภายใน 18 เดือน

ข่าวล่าสุดกรณีนักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นและพัฒนาวัคซีน ที่เชื่อว่าจะเป็นกุญแจสู่การรักษาไวรัสโควิด-19 ได้สำเร็จนั้น ล่าสุดเตรียมประกาศทดลองในมนุษย์เป็นครั้งแรกแล้ว

สหรัฐเตรียมทดสอบ ยารักษาโควิด-19 ในคนวันนี้ คาดพร้อมใช้งานภายใน 18 เดือน
Loading...

สำนักข่าว DailyMail รายงานว่าสถาบันสุขภาพแห่งชาติ ได้จัดหาทุนเพื่อการพัฒนายาต้านไวรัสโควิด-19 ซึ่งจัดขึ้นในสถาบันวิจัยสุขภาพไคเซอร์ เพอมาเนนเต ในซีแอตเทิล, วอชิงตัน โดยเจ้าหน้าที่ในสถาบันเพิ่งเปิดเผยว่าจะเริ่มดำเนินการทดลองยาต้านไวรัสที่เพิ่งพัฒนามานี้ในอาสาสมัครที่เป็นบุคคลซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม เหตุเพราะยังไม่ได้ออกมาประกาศสู่สาธารณะ และถ้าหากสำเร็จจริง อาจจะต้องใช้เวลามากถึง 18 เดือนหรือเป็นปีกว่าวัคซีนจะผลิตในปริมาณมากเพื่อรองรับทุกคนได้

สหรัฐเตรียมทดสอบ ยารักษาโควิด-19 ในคนวันนี้ คาดพร้อมใช้งานภายใน 18 เดือน
สหรัฐเตรียมทดสอบ ยารักษาโควิด-19 ในคนวันนี้ คาดพร้อมใช้งานภายใน 18 เดือน

การทดสอบวัคซีนรักษาโควิด-19 นี้ จะดำเนินการในอาสาสมัครชาย หญิงวัยหนุ่มสาวจำนวน 45 คน โดยจะแบ่งรับวัคซีนที่แตกต่างกันออกไปในโดสที่ไม่เท่ากัน ซึ่งทีมวิจัยยืนยันว่าอาสาสมัครทุกรายจะไม่มีทางติดเชื้อไวรัสอย่างแน่นอน เพราะวัคซีนที่ใช้ทดลองนี้จะไม่มีตัวอย่างเชื้อผสมอยู่ อีกทั้งการทดสอบนี้มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าจะไม่แสดงผลข้างเคียงใดๆเมื่อผู้ป่วยรับยาตัวนี้ พร้อมทั้งเตรียมขยายผลการทดสอบในระดับที่สูงขึ้นทันทีหากเป็นผลที่น่าพอใจ

สหรัฐเตรียมทดสอบ ยารักษาโควิด-19 ในคนวันนี้ คาดพร้อมใช้งานภายใน 18 เดือน

แต่ก็อย่างที่บอกไปข้างต้น แม้ผลจะออกมาเป็นที่น่าพอใจแค่ไหน แต่การเข้าสู่กระบวนการผลิตในปริมาณมากนั้นยังต้องใช้เวลานานเป็นปี หรืออาจจะปีครึ่งวัคซีนถึงจะพร้อมใช้ทั่วประเทศหรือทั่วโลก อีกทั้งยังต้องศึกษาและทำการวิจัยอย่างละเอียดอีกหลายต่อหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจอย่างแท้จริงว่าวัคซีนนี้จะสามารถเข้ากับผู้คนหลายพันหลายล้านได้ ฉะนั้นมันเลยไม่ใช่เรื่องง่าย ก็ถือเป็นความหวังของมนุษยชาติอย่างแท้จริงเลย ก็ขอเอาใจช่วยละกัน...

สหรัฐเตรียมทดสอบ ยารักษาโควิด-19 ในคนวันนี้ คาดพร้อมใช้งานภายใน 18 เดือน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: DailyMail


แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook