โซเชียล Share0 Tweet

พ่อ ข้องใจ ศพลูกชาย หายปริศนา จาก สุสานจีน

00
22 กรกฏาคม 2563 - 10:37(แก้ไข)
พ่อ ข้องใจ ศพลูกชาย หายปริศนา จาก สุสานจีน

พ่อข้องใจ ศพลูกชายหายปริศนา หลังนำไปฝังในสุสานจีน คาดมีคนนำศพลูกไป อดทำพิธีกรรมทางศาสนาส่งลูกครั้งสุดท้าย

พ่อ ข้องใจ ศพลูกชาย หายปริศนา จาก สุสานจีน

วันที่ 22 ก.ค. สำนักข่าว ช่อง 8 รายงานว่าหนุ่มโพสต์เรื่องราวที่เกิดกับครอบครัวตัวเองว่า ภรรยาท้องได้ 5 เดือน แต่เกิดตกบันได ต้องผ่าตัดทำแท้งช่วยชีวิตแม่ไว้ได้ แต่ลูกชายเสียชีวิต จึงนำศพลูกไปทำฝังที่สุสานแห่งหนึ่ง โดยใช้หินปูนปิดฝาไว้สนิท

ผ่านมา 1 สัปดาห์เมื่อกลับไปที่หลุมศพลูก เพื่อจะนำมาทำพิธีโบกปูนและทำรูปทำป้ายชื่อเด็ก จึงทราบว่า ศพลูกหายไป สภาพกล่องถูกเปิดออกและไม่มีรอยเลือดติดกับผ้าในกล่องใส่ศพ ทำให้สงสัยมาก เพราะถ้าศพอยู่ในกล่องหลายวัน ผ้าน่าจะมีคราบเลือดติดอยู่ แต่ลักษณะแบบนี้เหมือนกับศพลูก มีคนเอาไปตั้งแต่วันแรกที่นำใส่กล่อง

พ่อ ข้องใจ ศพลูกชาย หายปริศนา จาก สุสานจีน

คุณตภิกฤษณ์ พวงกุหลาบ ผู้สื่อข่าวช่อง 8 ไปพบกับ นายพงษ์เทพ คนมีเก่า และนางสาวพัชรพร ลาพัง 2 สามีภรรยา ที่ร้องเรียนผ่านช่อง 8 เล่าว่า วันที่ 17 กรกฏาคม ตนเองและสามีเดินทางเข้าไปยังสุสานอีกครั้ง เพื่อจะเตรียมนำร่างของลูกไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแต่ปรากฏว่า ไม่พบร่างของลูก ทั้งที่สถานที่เก็บรักษาลูกของตนเอง มีการปิดทึบอย่างมิดชิด ด้วยฝาปูน ซึ่งมีน้ำหนักมากต้องใช้คนยกถึง 2 คนจึงจะสามารถยกออกได้

เมื่อเช้าที่ผ่านมา จึงได้ไปหาพระเพื่อขอให้ช่วยดูดวงว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งพระก็ได้บอกกับตนเองว่าลูกของตนเอง ถูกนำไปทำเครื่องรางของขลัง และไม่สามารถนำกลับมาประกอบพิธีกรรมตามที่ตั้งใจได้

พ่อ ข้องใจ ศพลูกชาย หายปริศนา จาก สุสานจีน

ทีมข่าวช่อง 8 ได้ประสานไปยัง นายอนันต์ประสิทธิ์ ปีขาร หรือ ที่รู้จักกันในชื่อ อาจารย์บอย ทรัพย์มุนีนาคา ซึ่งอยู่ในวงการเกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง ระบุว่า ถ้ามุมมองของตนเองเชื่อว่าเด็กถูกนำไปทำ "พรายกุมาร" เนื่องจากมีมูลราคาสูง โดยเฉพาะในช่วงที่ต่างประเทศมีความต้องการ จะมีราคาถึงหลักแสนบาท

ขณะที่วันนี้ พนักงานสอบสวนสภ.บางบัวทอง และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ได้เดินทางเข้าตรวจสอบยังบริเวณจุดเกิดเหตุอีกครั้ง พร้อมกับมีการสอบปากคำเพิ่มเติม รวมถึงมีการเชิญตัวคนที่ดูแลสุสานบริเวณดังกล่าวมาสอบปากคำ และจะมีการนัดไปสอบปากคำอีกครั้งที่ สภ.บางบัวทอง

ขอบคุณข้อมูลจาก ข่าวช่อง 8


แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook